วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561

วิญญาณ วิญญาณธาตุ มโน มนายตนะ มโนธาตุ มโนวิญญาณ มโนวิญญาณธาตุ:วินิจฉัย

ปัญจวิญญาณธาตุ (ทรงไว้ซึ่งกิจของตน+กิจคือการน้อมไปรู้เท่านั้น) + มโนธาตุ (ทรงไว้ซึ่งกิจของตน+กิจคือการน้อมไปรู้เท่านั้น)

คือ จิตน้อมไปรู้กามคุณ 5 ที่เป็นสภาวะธรรมอย่างเดียว ไม่สามารถคิดประมวลอะไรได้ ไม่ว่าจะทำดีทำชั่ว หรือคิดบัญญัติอะไรก็ไม่ได้เลย. ทั้ง มโนธาตุ และ วิญญาณธาตุข้างต้น จึงใช้ในความหมายเดียวกัน คือ แค่น้อมไป ไม่คิด ไม่คำนวนใดๆ เป็นไปด้วยอำนาจกรรมที่ให้เกิด จักขุวัตถุอินทรีย์ (เฉพาะทวิปัญจวิญญาณจิต) และด้วยอำนาจกรรมี่ทำให้เกิดจักขุวิญญาณ/สัมปฏิจฉัน-วิปากมนินทรีย์, จึงไม่ต้องมีวิริยะฉันทะ เพราะทำตามอำนาจของปุเรชาตกัมมชปัจจัย กัมมปัจจัย สหชาตวิปากปัจจัย จึงไม่ได้ใคร่ทำการคิดประมวลอะไรในแบบที่มโนวิญญาณธาตุคิดได้ ทำตามที่ถูกปัจจัยที่มีกำลังมาก อย่างกัมมปกตูปนิสสยปัจจัยทั้งหลาย กัมมชวิปากปัจจัย กัมมชรูป ทำให้เกิดเท่านั้น ปัจจัยที่มีกำลังน้อยกว่า อย่างวิตกวิจารอธิโมกข์วิริยฉันทะเป็นต้นจึงไม่ต้องเกิดช่วยในจิตเหล่านี้.
อธิบายเป็นตัวอย่างได้ว่า จะวิริยะกับฉันทะเพื่อทำกรรมแบบชวนะก็ไม่ได้, และไม่สามารถวิริยะกับฉันทะเพื่อใคร่ครวญแบบอเหตุกกุสลสันตีรณมโนวิญญาณจิต ว่า "อารมณ์นี้เป็นอติอิฏฐารมณ์ ควรให้เกิดปีติโสมนัส". ฉะนั้น วิญญาณธาตุ/มโนธาตุเหล่านี้ จึงสักแต่ว่าน้อมไปรู้เท่านั้นจริงๆ ไม่ใคร่ครวญก่อนทำอะไรใดๆทั้งสิ้น กรรมและปัจจัยแวดล้อมมาอย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้น สหชาตปัจจัยไม่ช่วยให้จิตเหล่านี้คิดเองแบบมโนวิญญาณธาตุได้เลย.
ฉะนั้น สัมปฏิจฉันนวิปากจิต 2 จึงเป็นแค่ มโนธาตุ (จิตที่รับปัญจารมณ์จากทวิปัญจวิญญาณ+เป็น+การทรงไว้ซึ่งกิจของตน+คือการน้อมไปรู้เท่านั้น), และปัญจทวาราวัชชนกิริยาจิต 1 เป็นแค่ มโนธาตุ (จิตที่รับปัญจารมณ์จากภวังคุปัจเฉทวิปากจิต+เป็น+การทรงไว้ซึ่งกิจของตน+คือการน้อมไปรู้เท่านั้น)
อนึ่ง, ภวังคุปัจเฉทะไม่รู้ปัญจารมณ์แต่ได้รับปกตูปนนิสสยปัจจัยจากการกระทบระหว่างจักขุวัตถุกัมมชรูปอินทริยปัจจัย กับ รูปารมณ์, จึงทำกิจเป็นอนันตรูปนิสสยปัจจัยให้ปัญจทวาราวัชชนะที่เกิดถัดมาต้องทำวิตกวิจารอธิโมกข์เพื่อไปรับรู้รูปารมณ์นั้นโดยตรง.

อุปมา: 

เหมือนอุบาสกคนหนึ่งขณะสนทนาธรรมกับสามเณรรูปหนึ่งที่หันหน้าเข้าหากัน โดยที่อุบาสกหันหลังให้พระอรหันต์รูปหนึ่งที่เพิ่งเดินมาโดยไม่รู้มาก่อน พออุบาสกซึ่งหันหลังอยู่เห็นอากัปกิริยาเปลี่ยนไปของสามเณรที่เห็นพระอรหันต์ที่กำลังเดินเข้ามารูปนั้น ก็เป็นปัจจัยให้อุบาสกหันหลังกลับไปมองพระอรหันต์แล้วกราบไหว้ จากนั้นก็พากันหลับตาตั้งใจฟังเทศนาของพระอรหันต์, ตามอุปมานี้ สามเณรที่หันหลังดุจจักขุวัตถุ, พระอรหันต์ดุจรูปารมณ์, อุบาสกขณะเห็นอากัปกิริยาของสามเณรเปลี่ยนไปดุจภวังคุปัจเฉท,ะ อุบาสกขณะที่หันไปมองพระภิกษุ ดุจปัญจทวาราวัชชนวิตกวิจารอธิโมกข์สหคตจิต เพราะรู้ด้วยปัญจทวาราวัชชนะจิตที่เกิดจากภวังคุปัจเฉทะแล้วว่าจะรับรู้อารมณ์ทางปสาทะ เพียงแต่ยังไม่เห็นอารมณ์นั้นด้วทวิปัญจวิญญาณจริงๆ, อุบาสกขณะแรกที่เห็นพระอรหันต์ทางจักขุนทรีย์กัมมชรูป ดุจจักขุวิญญาณที่รับรู้รูปารมณ์โดยไม่ต้องมิวิตกวิจารอธิโมกข์, อุบาสกขณะแรกที่หลับตาแต่ยังรู้พระอรหันต์ได้ ดุจสัมปฏิจฉันนะจิตที่รู้รูปารมร์ได้โดยไม่ได้อาศัยจักขุนทรีย์ แต่อาศัยจักขุวิญญาณินทรีย์ เป็นอนันตรูปนิสสยปัจจัย  อาศัยกัมมปัจจัย และอาศัยสหชาตวิปากปัจจัย เกิดขึ้นรู้รูปารมณ์โดยไม่ต้องอาศัยจักขุสัมผัสสะที่จักขุปสาทะโดยตรง.

อนึ่ง, ที่ท่านใช้มโนธาตุ กับ วิญญาณธาตุแยกกัน ทั้งที่เป็นแค่สภาพน้อมรู้ไปเหมือนกัน เพราะทวิปัญจวิญญาณเกิดทางอุปัตติทวารโดยมีกัมมปัจจัยและสหชาตวิปากปัจจัยเป็นหลัก. แต่ปัญจทวาราวัชชนะจิตและสัมปฏิจฉันนะจิตนั้น แม้ไม่ได้ถึงพร้อมด้วยปัจจัยมีกำลังเท่าทวิปัญจวิญญาณธาตุนั้นก็จริง แต่ก็ทำหน้าทีแค่นั้น ไม่ได้รู้ ไม่คิดใคร่ครวญประมวลใดๆ มีวิตกวิจารอธิโมกข์มาช่วยแค่ให้น้อมไปรู้ได้แบบทวิปัญจวิญญาณธาตุเท่านั้น, พระพุทธเจ้าจึงใช้ศัพท์ว่าวิญญาณธาตุ กับ จิต 5 ทวารแรก จากนั้นจึงใช้คำว่า มโนธาตุกับจิตที่ทำกิจแบบวิญญาณทางทวารสุดท้าย เพื่อแยกความเหมือนกันนี้ออกจากกัน เพราะปัจจัยต่างกัน และมโนธาตุทวารสุดท้ายนี้ก็ไม่ได้แสดงโดยอุปัตติทวารเหมือน 5 ทวารแรกด้วย. จากนั้น จึงแสดง มโนวิญญาณธาตุอีกศัพท์ เพราะมโนวิญญาณธาตุเป็นวิญญาณที่ไม่ใช่แค่น้อมไปรู้อย่างที่วิญญาณธาตุ  และ มโนธาตุ เหล่านั้นเป็น, แต่มโนวิญญาณธาตุเป็นวิญญาณที่คิดใคร่ครวญด้วย, เป็นไปตามความหมายของ มโน และ วิญญาณ รวมกัน ก็คือ เมื่อรู้ด้วยวิญญาณธาตุ 5 กับมโนธาตุ 3 ในช่วงแรกของวิถีวาระแล้ว (ปัญจทวาราวัชชนะ ทวิปัญจวิญญาณ สัมปฏิจจฉันนะ) ก็ถึงจะมารู้ด้วยมโนวิญญาณอีกทีหนึ่ง.

ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ทำไมอรรถกถาสฬายตนวิภังคสูตร จึงกล่าวว่า เว้น ทวิปัญจวิญญาณจิต จิตที่เหลือเป็นมโนวิญญาณ? 

ตอบว่า เพราะในสฬายตนวิภังคสูตรนั้น กล่าวถึงมโนปวิจาร ว่าเป็น มโน วิตก วิจาร, ดังนั้น มโนธาตุซึ่งมีวิตกวิจาร จึงนับเป็นมโนวิญญาณด้วย. และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ มโน ในคำว่า "อาศัยมโนกับธรรมะจึงเกิดฯลฯ"  จะหมายถึง วิตก วิจาร ที่ประกอบกับมโนธาตุ 3 ไปก็ได้, พระพุทธเจ้า จึงตรัสว่า มโนปวิจาระ ไว้ในสูตรนั้น และพระสารีบุตรจึงอธิบายสฬายตนวิภังสูตรไว้ในอรรถกถาเช่นนั้น. แต่ในสูตรอื่นให้ถือเอาตามวิสุทธิมรรคและปฏิสัมภิทามรรคนั่นแหละ.

ถามว่า ถ้าเช่นนั้นแล้วมโนวิญญาณธาตุของอรูปพรหมเล่า ทำไมเรียกมโนวิญญาณธาตุได้ ทั้งๆ ที่ในภพนั้นไม่มีทวิปัญจวิญญาณธาตุ และไม่มีมโนวิญญาณธาตุ, และจิตทางมโนทวารเล่า ทำไมจึงเรียกมโนวิญญาณธาตุ ทั้งๆที่ไม่ได้มีทวิปัญจวิญญาณธาตุและมโนธาตุในมโนทวารวิถีวาระ.

ตอบว่า ทั้งสองคำถามตอบอย่างเดียวกัน คือ เพราะอรูปพรหมจิตและจิตทางมโนทวารวาระทั้งหมด ล้วนได้ปกตูปนิสสยปัจจัยจาก ทวิปัญจวิญญาณธาตุและมโนธาตุทั้งสิ้น. อธิบายว่า ไม่อาศัยกามคุณ 5 ครั้งยังเป็นกามบุคคล ก็ทำรูปฌานไม่ได้ เมื่อไม่มีรูปฌาน ก็ยังอรูปฌานให้เกิดไม่ได้ เมื่อไม่มีอรูปฌานก็ไปเกิดในอรูปภพไม่ได้, ฉะนั้น อรูปพรหมจึงได้ปกตูปนิสสยปัจจัยจากกามคุณโดยประการอย่างนี้ จิตของอรูปพรหมจึงเรียกมโนวิญญาณธาตุ แม้ไม่มีทวิปัญจวิญญาณธาตุและมโนวิญญาณธาตุในอรูปพรหมก็ตาม. ในมโนทวารวิถีวาระก็ทำนองเดียวกัน คือ ถ้าไม่อาศัยปกตูปนิสสยปัจจัยจากการรับรู้ของมโนธาตุและทวิปัญจวิญญาณธาตุที่เกิดก่อนๆ แล้วไซร้ มโนวิญญาณธาตุทั้งปวงทั้งในวิถีวาระเดียวกัน และในมโนทวารวิถีวาระหลังๆ ก็ล้วนเกิดไม่ได้, โดยประการอย่างนี้ จิตทางมโนทวารจึงเรียกมโนวิญญาณธาตุได้ แม้ไม่มีทวิปัญจวิญญาณธาตุและมโนธาตุเกิดในวาระเดียวกันก็ตาม.

มโนวิญญาณธาตุ (ทรงไว้ซึ่งกิจของตน+คือการน้อมไปรู้ด้วย [มโน]+และการพยายามใคร่ทำการคิดใคร่ครวญตามที่น้อมไปรู้นั่นด้วย [ฉันทะ+วิริยะ+วิญญาณ])

มโนวิญญาณธาตุรู้อารมณ์ตาม มโนธาตุและวิญญาณธาตุที่เกิดก่อนๆ นั่นแหละโดยปกตูปนิสสยปัจจัย. รายละเอียดได้อธิบายแล้วข้างต้น.

มโนทวาราวัชชนจิต เป็น มโนวิญญาณธาตุ (ช่องทางเพื่อน้อมไป+จิตที่เริ่มคิดในช่องทางนั้น+เป็น+การทรงไว้ซึ่งกิจของตน+คือการน้อมไปด้วย+การรู้คิดใคร่ครวญตามที่น้อมไปรู้นั่นด้วย)

มโนทวาราวัชชนจิต ทั้งน้อม(มโน) ทั้งคิดประมวล(วิญญาณ) ตามปกตูปนิสสยปัจจัย คือ มโนธาตุและทวิปัญจวิญญาณธาตุที่เกิดก่อนๆ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นปัจจัยแก่ชวนะให้ทำกรรมได้ และเพราะเหตุนั้นจึงรู้บัญญัติได้.

รายละเอียดได้อธิบายแล้วข้างต้น.

ภวังคจิต เป็น มโนวิญญาณธาตุ (จิตที่เป็นองค์รักษาภพนั้นๆ ไว้+เป็น+การทรงไว้ซึ่งกิจของตน+คือการน้อมไปด้วย+การรู้คิดใคร่ครวญตามที่น้อมไปรู้นั่นด้วย)

รายละเอียดได้อธิบายแล้วข้างต้นในเรื่อง มโนวิญญาณธาตุ.

ถามว่า ภวังคจิตคิดใคร่ครวญอะไรจึงจัดเป็นวิญญาณธาตุ?

ตอบว่า ภวังคจิตคิดใคร่ครวญตามที่ปฏิสนธิกรรมจัดแจง.

ถามว่า ถ้าภวังคจิตคิดอยู่ดังว่ามา ทำไมเราจึงไม่รู้เรื่องที่ภวังคจิตคิด?

ตอบว่า เพราะเราเคยชิน(ชำนาญ)กับเรื่องเหล่านั้น และเพราะการให้ผลของกรรมเป็นเรื่องละเอียดมากเกินความเข้าใจของคนธรรมดา. ภวังคจิตคิดรักษาภพชาติให้ดำรงค์อยู่ตามอำนาจปฏิสนธินานักขณิกกัมมปัจจัย ยังให้เกิดสหชาตวิปากจิตตชรูป ยังให้เกิดอนันตรูปนิสสยภวังคจิตหลังๆ ยังให้เกิดอาวัชชนะแบบพระอรหันต์ เป็นต้น. อุปมาเหมือนพระอรหันตภิกษุ แม้เมื่อไม่ได้ใช้เวลาคิดเลยว่า "เราจะนุ่งอย่างนี้ เราจะพูดอย่างนี้ เราจะทำอย่างนี้ "แต่ท่านก็ย่อมดำเนินชีวิตแบบพระอรหันต์ได้ไม่ผิดเพี้ยน, เพราะว่าได้เกิดเป็นพระอรหันต์แล้ว ความสิ้นกิเลสย่อมทำให้คิดโดยไม่มีกิเลส และจิตตชรูปต่างๆ ก็เกิดตามจิตที่ไม่มีกิเลสนั้นๆ ได้ โดยไม่ต้องใช้เวลาคิดเลย (คิดใคร่ครวญ แต่ไวมากจนเหมือนกับไม่ได้คิด).

ทำไมมนายตนะท่านจึงอธิบายว่า จิตทั้งหมด 89/121 เล่า ทำไมไม่อธิบายเหมือนมโนธาตุ?

เพราะมนายตนะ เป็น อายตนะที่ 6 แห่งสฬายตนะในปัจจุบันอัทธาปฏิจจสมุปบาท ซึ่งตามสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรคนั้น มนายตนะ เป็นวิญญาณ 32 แห่งวิญญาณปฏิจจสมุปบาทในปฏิสนธิกาล  และ เป็นวิญญาณ 121 ในปวัตติกาล กล่าวคือ วิบากจิตที่เป็นปัจจุบันนัทธาปฏิจจสมุปบาท ก็เป็นมนายตนะ, ชวนจิตที่เป็นปัจจุบันนัทธาก็เป็นมนายตนะ.  เพราะเหตุนี้อายตนะจึงวิเคราะห์ศัพท์ว่า เป็นรอยต่อ/เป็นที่นำไป คือ เป็นรอยต่อของผัสสะด้วย เป็นรอยต่อของวัฏฏะด้วย เป็นรอยต่อของวิบากวัฏฏ์กิเลสวัฏฏ์ด้วย, และดังนั้น มโนธาตุจึงไม่ได้อธิบายเหมือนมนายตนะ.

อนึ่ง เป็นการคิดเอาเองคร่าวๆ ครับ ถ้ามีผู้รู้ ช่วยตรวจสอบติติง คงจะเป็นประโยชน์กับผมอย่างมาก.

วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561

สนทนาธรรมะอย่างไรไม่ให้เครียด

วันนี้เราจะมาแก้อาการกลัวการเถียง กลัวการโต้แย้ง กลัวการอวดตัวกันตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า.

ทำไมชาวพุทธไทย จึงกลัวการเถียง กลัวการโต้แย้ง กลัวการอวดตัว? เพราะยังไม่เข้าใจทั้งทิฏฐิ ไม่เข้าใจทั้งโลภะ ไม่เข้าใจทั้งพุทธปัญญา และไม่รู้จักระงับโทสะ ดังนั้นจึงกลัวการสนทนาธรรมะลึกซึ้ง ที่เป็นแก่น เป็นสาระ, เลยไปจนถึงว่า กลัวว่าจะเป็นการอวดตัวไปเลยก็มี (ไม่กลัววิจิกิจฉาหรือ? วิจิกิจฉาทำให้ตกนรก, แต่มานะที่ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ ของพระโสดาบันผู้ไม่ตกนรกมีอยู่ อันไหนควรกลัวมากกว่ากัน?).

ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจองค์ธรรมหลักๆ ก่อน:

ความเห็นผิด (ทิฏฐิ) คือ ความเข้าใจผิดในความเป็นไปของขันธ์ในวงจรของปัฏฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปฏิจจสมุปบาท, และต้องมีความติดใจ สละออกไม่ได้ (โลภะ) จึงเรียกว่า ความเห็นผิด (ไม่เช่นนั้น เป็นแต่จิตตวิปปลาส สัญญาวิปปลาส).

(ดูองค์สองมิจฉาทิฏฐิ ข้อแรก คือ ผิดเหตุผล, ข้อสอง คือ มีโลภะ)

พุทธปัญญา มีอาการคือ รู้รอบคอบ คิดแล้วคิดอีก เพื่อให้เข้าใจ (ป. 9) ทั้ง 1.ตัวเหตุ 2. ตัวผล (ป. 1-7) 5.คำพูดเรียกตัวเหตุตัวผล (ปัฏฐาน/ปฏิจจสมุปบาท) นั้น(ป. 8) 4. และมีไหวพริบความชำนาญใน 3 ข้อนั้น. ปฏิเวธะ ก็คือ ปฏิสัมภิทา, และปฏิเวธะนี่แหละ คือ พุทธปัญญา ที่ต้องอบรมเจริญ ให้ถึงขั้นโลกุตตระ (พ้นจากอุปาทานขันธ์ในวงจรปฏิจจสมุปบาทด้วยการถอนราก).

ถ้าเข้าใจทั้งทิฏฐิ เข้าใจทั้งโลภะ เข้าใจทั้งพุทธปัญญา และรู้จักระงับโทสะ จะสนทนาธรรมะลึกซึ้งแค่ไหนก็ได้.

ผมไปสนทนากับพระอาจารย์กรรมฐานของพาอ้าว เรื่องกลาปะ, เรื่องอนุสัย, เรื่องกรรมฐาน, รวมถึงเรื่อง พหิธาอุตุชรูป ไม่มีเรื่องไหนที่ท่านเงียบไม่สนใจเลย ท่านมีความใส่ใจใคร่รู้โดยตลอด, ท่านตอบได้ตรงตามพระไตรปิฎก (และตอบลึกกว่าที่ผมรู้). แต่บางเรื่องที่ทั้งผมและพระอาจารย์ท่านไม่รู้ ต่างฝ่ายก็ต่างพูดว่า "ข้อนี้ผมไม่รู้ เดี๋ยวจะถาม คนนู้น คนนี้ให้". ทั้งๆ ที่กรรมฐานท่านก้าวหน้าไปไกลกว่าผมมากแล้ว แต่ท่านก็ไม่มีความถือตัวกับผมซึ่งเป็นผู้น้อยกว่าทั้งโดยเพศและโดยคุณธรรม. ท่านกลับอ่อนน้อมกับผม ราวกับว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างผมกับท่านโดยตลอด โดยที่ผมไม่ต้องประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำใดๆ เลย แค่ระลึกอยู่ทุกขณะว่า "ท่านนี้เป็นผู้สูงค่า ควรแก่การกราบไหว้" แล้วก็สนทนาด้วยภาษาปกติธรรมดา แต่ประกอบด้วยอรรถและธรรมเท่านั้นเอง.

จากกรณีของผมข้างต้น จะเห็นได้ว่า เรื่องสนทนายากมากก็จริง แต่คุยกันได้จบทุกเรื่อง ไม่เครียดเลย และไม่ต้องใช้คำพิธีรีตรองอะไรมาก, แต่ให้ถูกต้องตรงตามธรรมวินัยก็พอแล้ว.

ถ้าสนทนากันเพื่อความเข้าใจจริงๆ จะไม่มีความกลัวว่า "ทิฏฐิของตนจะผิด" เลย, มีแต่จะค้นคว้าตามว่า หลักฐานที่เขาให้มาว่าเราผิดนั้น โดยอรรถะ ธัมมะ นิรุตติ ปฏิภานแล้ว เห็นจริงหรือไม่ ถ้าเป็นจริงก็แก้ ถ้าไม่เป็นจริง ก็เก็บไว้ (มีหลักฐานเพิ่ม ก็พิสูจน์ใหม่อีกที.)

ป.ล. เรื่องทิฏฐิ ที่เขียนข้างต้น จึงเป็นเหตุผลชัดเจนว่าว่า ที่พระอานนท์เข้าใจเรื่องกัลยาณมิตรผิด จึงไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิ, ก็เพราะ ท่านพระโสดาบันอานนท์(ในขณะนั้น)ไม่มีโลภะในความเข้าใจผิดนั้นเลยนั่นเอง (พอพระพุทธเจ้าท้วงจึงฟังได้ และไถ่ถอนได้) จึงไม่ครบองค์ของมิจฉาทิฏฐิ เป็นแค่สัญญาวิปลาส จิตตวิปลาส เท่านั้น ไม่เป็นทิฏฐิวิปลาส.

อธิบาย นิสฺสรณนิทฺเทโส ใน ปฏิสัมภิทามรรค

แปลอรรถกถา:

นึ่ง นิสฺสรณะนี้นับเป็น 180 อย่างไร? อธิบายว่า – ในปฐมวาระ นิสฺสรณะนับ 25 โดยมรรคผล, นับ 40 โดยสมติกมะ, นับ 37 โดยปฏิปักข์, รวมเป็น 96, ในทุติยวาระ นิสสรณะในปฐมวาระนั่นแหละ เนื่องจากเป็นวาระของพระขีณาสพ จึงไม่นับเสีย 12 ฉะนั้นจึงเหลือ 84, รวมวาระแรก 96 กับวาระหลัง 84 นี้เข้าด้วยกัน จึงเป็น นิสสรณะ 180. 
อนึ่ง นิสสรณะ 12 ที่เอาออกไปจากทุติยวาระ เนื่องจากเป็นวาระของพระขีณาสพนั้น มีอะไรบ้าง? ได้แก่ นิสสรณะ 8 ในหัวข้อ (b) สมติกกมะ ที่ท่านว่าไว้ด้วยมรรคและผล, นิสสรณะ 4 ในหัวข้อ (c) ปฏิปักขะ ที่ท่านว่าไว้ด้วยมรรค, รวมเป็น 12 นิสสรณะที่ต้องนำออกไปในทุติยวาระ. 
ทำไม ในทุติยวาระจึงไม่นับเอานิสสรณะที่ท่านกล่าวไว้ในปฐมวาระ ทั้งที่ในทุติยวาระก็กล่าวเกี่ยวกับอรหัตตผล (ปฏิปัสสัทธินิสสรณะ)? เพราะนิสสรณะ 25 ที่กล่าวไว้ตั้งแต่แรกนั้น กล่าวด้วยอำนาจมรรคผลอยู่แล้ว, ดังนั้น นิสสรณะที่เกี่ยวกับอรหัตตผลจึงเป็นอันกล่าวไว้แล้วนั่นแหละ (ไม่ต้องกล่าวซ้ำอีก และถ้ากล่าวมันก็จะข้ามลำดับ เพราะเหตุผลคือ->) อนึ่ง ผลทั้ง 3 ข้างต้น ก็นับไม่ได้อยู่แล้ว เพราะผู้ที่ได้ผลสมาบัติสูงกว่าแล้ว ย่อมไม่มีทางเข้าผลสมาบัติที่ต่ำกว่า (ดังนั้นเมื่อตัดมรรคผลออกไป 11 แล้วเหลือ อรหัตผลไว้โดดๆ บาลีก็จะข้ามลำดับ จึงเอาอรหัตผลตรงนี้ไปรวมกับข้อ a มคฺคผล 25 เสีย). ส่วนฌานสมาปตฺติวิปสฺสนาเนกฺขมฺม เป็นต้นยังนับได้ด้วยกิริยาจิต (เพราะพระขีณาสพยังทำได้ด้วยกิริยาจิต). อินทรีย์เหล่านี้ทั้ง 5 สลัดออกไปจากปฏิปักข์แล้วนั่นแหละ เพราะความที่ปฏิปักข์ถูกทำปฏิปัสสัทธินิสสรณะไปก่อนแล้วนั่นเอง (จึงเท่ากับว่า พระอรหันต์ยังทำข้อ c อยู่ตลอดเวลาไปโดยปริยาย, ฉะนั้นข้อละปฏิปักข์จึงต้องนับด้วยในทุติยวาระ).
ทุติยสุตฺตนฺตนิทฺเทสวณฺณนา นิฏฺฐิตาฯ

อธิบายบาลี:

สุตฺต. ขุ. ปฏิสมฺภิทามคฺโค
ค. นิสฺสรณนิทฺเทโส
[191] กตเมหิ อสีติสตํ อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ โหติ;
 กตเมหิ อสีติสตํ อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ ปชานาติ?

<ปฐมวาโร 96 = a25+b34+c37>

(a. มคฺคผล 25)

  1. อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ อสฺสทฺธิยา นิสฺสฏํ โหติ,
  2.  อสฺสทฺธิยปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ,
  3.  ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ,
  4.  พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ,
  5.  ตโต ปณีตตรสทฺธินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรสทฺธินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ;
  6. ปคฺคหฏฺเฐน วีริยินฺทฺริยํ โกสชฺชา นิสฺสฏํ โหติ,
  7.  โกสชฺชปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ,
  8.  ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ,
  9.  พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ,
  10.  ตโต ปณีตตรวีริยินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรวีริยินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ;
  11.  อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ปมาทา นิสฺสฏํ โหติ,
  12.  ปมาทปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ ,
  13.  ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ,
  14.  พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ,
  15.  ตโต ปณีตตรสตินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรสตินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ;
  16.  อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ อุทฺธจฺจา นิสฺสฏํ โหติ,
  17.  อุทฺธจฺจปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ,
  18.  ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ,
  19.  พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ,
  20.  ตโต ปณีตตรสมาธินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรสมาธินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ;
  21.  ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ อวิชฺชาย นิสฺสฏํ โหติ,
  22.  อวิชฺชาปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ,
  23.  ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ,
  24.  พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ,
  25.  ตโต ปณีตตรปญฺญินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรปญฺญินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติฯ

(b. สมติกฺกม 34)

  1. [192] ปุพฺพภาเค ปญฺจหิ อินฺทฺริเยหิ ปฐมชฺฌานวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  2.  ปฐเม ฌาเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ทุติยชฺฌานวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  3.  ทุติเย ฌาเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ตติยชฺฌานวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  4.  ตติเย ฌาเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ จตุตฺถชฺฌานวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  5.  จตุตฺเถ ฌาเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ,
  6.  อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  7.  วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  8.  อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  9.  เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนิจฺจานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติฯ
  10. อนิจฺจานุปสฺสนา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ทุกฺขานุปสฺสนาวเส ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  11.  ทุกฺขานุปสฺสนา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนตฺตานุปสฺสนาวเส ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  12.  อนตฺตานุปสฺสนา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ นิพฺพิทานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  13.  นิพฺพิทานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วิราคานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  14.  วิราคานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ นิโรธานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  15.  นิโรธานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  16.  ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ขยานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  17.  ขยานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วยานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  18.  วยานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วิปริณามานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  19.  วิปริณามานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนิมิตฺตานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  20.  อนิมิตฺตานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  21.  อปฺปณิหิตานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ สุญฺญตานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  22. สุญฺญตานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติฯ 
  23. อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ยถาภูตญาณทสฺสนวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  24.  ยถาภูตญาณทสฺสเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อาทีนวานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  25.  อาทีนวานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ปฏิสงฺขานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  26.  ปฏิสงฺขานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วิวฏฺฏนานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติฯ 
  27. วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ โสตาปตฺติมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติฯ
  28. โสตาปตฺติมคฺเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ โสตาปตฺติผลสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  29.  โสตาปตฺติผลสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ สกทาคามิมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  30.  สกทาคามิมคฺเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ สกทาคามิผลสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  31.  สกทาคามิผลสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนาคามิมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  32.  อนาคามิมคฺเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนาคามิผลสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  33.  อนาคามิผลสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อรหตฺตมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  34.  อรหตฺตมคฺเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อรหตฺตผลสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติฯ (=ปฏิปสฺสทฺธิ=อรหตฺตผล ซึ่งนับเข้าในทุติยวาระ แต่เก็บไว้ไม่ได้ เพราะข้อ 27-33 นับในทุติยวาระไม่ได้ จึงต้องเอาข้อ 34 ไปรวม กับ 25 ข้อแรก ซึ่งเป็นวาระมรรคผลเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้แจกเรียงตัวบุรุษ 8 เอาไว้)

(c. ปฏิปกฺข 37)

  1. เนกฺขมฺเม ปญฺจินฺทฺริยานิ กามจฺฉนฺทโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  2.  อพฺยาปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ พฺยาปาทโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  3.  อาโลกสญฺญาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ถินมิทฺธโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  4.  อวิกฺเขเป ปญฺจินฺทฺริยานิ อุทฺธจฺจโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  5.  ธมฺมววตฺถาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ วิจิกิจฺฉาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  6.  ญาเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ อวิชฺชาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  7.  ปาโมชฺเช ปญฺจินฺทฺริยานิ อรติยา นิสฺสฏานิ โหนฺติฯ
  8. [193] ปฐเม ฌาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ นีวรเณหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  9.  ทุติเย ฌาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ วิตกฺกวิจาเรหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  10.  ตติเย ฌาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ ปีติยา นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  11.  จตุตฺเถ ฌาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ สุขทุกฺเขหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  12.  อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา ปญฺจินฺทฺริยานิ รูปสญฺญาย ปฏิฆสญฺญาย นานตฺตสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  13.  วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา ปญฺจินฺทฺริยานิ อากาสานญฺจายตนสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  14.  อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา ปญฺจินฺทฺริยานิ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  15.  เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ปญฺจินฺทฺริยานิ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติฯ
  16. อนิจฺจานุปสฺสนา ปญฺจินฺทฺริยานิ นิจฺจสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  17.  ทุกฺขานุปสฺสนา ปญฺจินฺทฺริยานิ สุขสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  18.  อนตฺตานุปสฺสนา ปญฺจินฺทฺริยานิ อตฺตสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  19.  นิพฺพิทานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ นนฺทิยา นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  20.  วิราคานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ราคโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  21.  นิโรธานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ สมุทยโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  22.  ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อาทานโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  23.  ขยานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ฆนสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ ,
  24.  วยานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อายูหนโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  25.  วิปริณามานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ธุวสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  26.  อนิมิตฺตานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ นิมิตฺตโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  27.  อปฺปณิหิตานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ปณิธิยา นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  28.  สุญฺญตานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติฯ 
  29. อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ สาราทานาภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  30.  ยถาภูตญาณทสฺสเน ปญฺจินฺทฺริยานิ สมฺโมหาภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  31.  อาทีนวานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อาลยาภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  32.  ปฏิสงฺขานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อปฺปฏิสงฺขาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  33.  วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ สญฺโญคาภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติฯ
  34. โสตาปตฺติมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ ทิฏฺเฐกฏฺเฐหิ กิเลเสหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  35.  สกทาคามิมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ โอฬาริเกหิ กิเลเสหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  36.  อนาคามิมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ อนุสหคเตหิ กิเลเสหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,
  37.  อรหตฺตมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ สพฺพกิเลเสหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ,

<ทุติยวาโร 84 = a25+(b-[27, ..., 34])+(c-[34, ..., 37])>


  •  สพฺเพสญฺเญว ขีณาสวานํ ตตฺถ ตตฺถ ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ เจว โหนฺติ สุนิสฺสฏานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ (=ปฏิปสฺสทฺธินิสฺสรณ=อรหตฺตผล)


อิเมหิ อสีติสตํ อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ โหติ;
 อิเมหิ อสีติสตํ อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ ปชานาติฯ
สุตฺตนฺตนิทฺเทโส ทุติโยฯ
ปฐมภาณวาโรฯ

วันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

สมาทานศีล 8 กับ สมาทานอุโบสถศีล ต่างกันไหม

จะถามว่า สมาทานศีล 8 กับ สมาทานอุโบสถศีล ต่างกันไหม  อย่างไรคะ

ต่างกันโดยชื่อ วันที่ถือ และอุปนิสสยปัจจัย ครับ

สมาทานศีล 8 วันไหนก็ได้ แต่อุโบสถศีล ต้องสมาทานวันอุโบสถ, ซึ่งอันที่จริง มันก็ไม่ตรงหรอก เพราะเรามีวันพระ 4 วัน/เดือน เป็นวันที่ไม่ใช่อุโบสถเสีย 2 วัน

ที่นี้ ใน 4 วันนี้ เป็นวันอุโบสถ 2 วัน แต่ทั้ง 4 วันเป็นวันธัมมัสสวนะ คือวันฟังธรรม, ซึ่งการฟังธรรมให้ดี ก็ควรสมาทานศีล 8 ทั้งวันเพื่อให้มีเวลามากพอจะฟังะรรมจนเข้าใจ.

สมัยก่อนวัดอยู่ไกลในป่า เดินทางลำบาก สิงห์สาราสัตว์ขโมยขโจรผีไพร มากมาย. การเดินทางด้วยกันจึงสำคัญมาก.
เขาเลยถืออุโบสถพร้อมกัน ซึ่งก็ได้ข้อดีคือ มีผู้คนสนับสนุนมาก เพราะทุกคนถือหมด ตัวเองไม่ถือก็อยู่ลำบาก จึงได้ ปกตูปนิสสยปัจจัย.

แต่ที่นี้ในยุคนี้ ปกติเราไม่ไปวัด ฟังธรรมะอยู่บ้าน และวันหยุดก็เป็นวันเสาร์อาทิตย์ ฉะนั้น ถ้าไม่สะดวกวันพระ ย้ายไปถือวันหยุดก็ได้ ครับ.
เว้นแต่ว่า เราสามารถไปฟังธรรมะที่วัด (ที่สมควร) ได้ อย่างนั้น ไปวัดดีกว่า ได้ปกตูปนิสสยปัจจัยด้วย กำลังจะมากกว่า.

6 กพ.61

วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560

คำว่าสังขารในพระไตรปิฎกมีใช้ 2 แบบใหญ่ๆ คือ สังขารที่เป็นเหตุ กับ สังขารที่เป็นผล

สาเหตุที่คนอ่านสังขารต่างๆ ในพระไตรปิฎกแล้วสับสน ก็เพราะไม่ได้ท่องจำพระไตรปิฎกบาลี ทำให้ไม่สามารถเข้าใจโครงสร้างของสูตรได้อย่างแจ่มแจ้ง แบบที่ผู้ทรงพระไตรปิฎกในสมัยโบราณ อย่างพระอรรถกถาจารย์ ที่เรียนแบบท่องจำกันมาท่านเข้าใจ.

สังขารที่เป็นเหตุ กับ สังขารที่เป็นผล

คำว่า สังขาร ในพระไตรปิฎกมีใช้ 2 แบบ คือ สังขารที่เป็นเหตุเกิด (ของสังขารที่เป็นผล) กับ สังขารที่เป็นผล (ที่เกิดจากสังขารที่เป็นเหตุ).
สงฺขารา ปจฺจยา วิญฺญาณํ.
แปลตรงๆ: สังขารเป็นเหตุเกิดวิญญาณ.
แปลเอาเนื้อความ: สิ่งที่มีหน้าที่ปรุงแต่ง ทำการปรุงแต่ง ให้เกิดวิญญาณ.
จะเห็นได้ชัดเจนว่า คำว่า สังขารในสูตรข้างบนกำลังทำหน้าที่เป็นเหตุ(ของวิญญาณที่เป็นผล)ในประโยค.
หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ
“ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนเธอทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาเธอทั้งหลายจงทำหน้าที่ให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด”
จะเห็นได้ชัดเจนว่า คำว่า สังขารในสูตรข้างบนกำลังทำหน้าที่เป็นผลในประโยค เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน นิทานวรรค ปัจจยสูตร:
วิญฺาณํ ภิกฺขเว ... สงฺขารา ภิกฺขเว ... อวิชฺชา ภิกฺขเว อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมา ฯ อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ธมฺมา ฯ
วิญญาณเป็นสภาวะไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้น มีความ สิ้นไป มีความเสื่อมไป มีความคลายไป มีความดับไปเป็นธรรมดา.  
สังขารทั้งหลาย เป็นสภาวะไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้น มีความ สิ้นไป มีความเสื่อมไป มีความคลายไป มีความดับไปเป็นธรรมดา. 
อวิชชาเป็นสภาวะไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้น มีความ สิ้นไป มีความเสื่อมไป มีความคลายไป มีความดับไปเป็นธรรมดา (อาสวะก็เป็นเหตุของอวิชชาอีกที [โดยสหชาตปัจจัย] ดูสัมมาทิฏฐิสูตร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเรียกว่า ปฏิจจสมุปปันนะ (ผลของปฏิจจสมุปบาท).
จากสูตรข้างต้น คำว่า สงฺขตา (ถูกปัจจัยปรุงแต่ง) และ คำว่า วยธมฺมา (ซึ่งเป็นคำเดียวกับในมหาปรินิพพานสูตรที่ยกมาอ้างข้างต้น) เป็นคำขยายความของ อวิชฺชา สงฺขารา และ วิญฺญาณํ. ดังนั้น บริบทของสูตรนี้ จึงแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของปฏิจจสมุปบาท (เหตุ) และ ปฏิจจสมุปปันนะ (ผล) โดยแสดงอวิชฺชา สงฺขารา และ วิญฺญาณํ เป็นสังขารที่เป็นผล เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงคำว่าสังขารไว้ในปัจฉิมพุทโธวาท ที่ยกมาจากมหาปรินิพพานสูตรข้างต้นนั่นเอง.
เมื่อนักเรียนเข้าใจความสัมพันธ์ของคำว่าสังขาร ที่ใช้ในพระบาลีอย่างนี้แล้ว การสังเกตหน้าที่และลักษณะของกรรม (สังขารปฏิจจสมุปบาท) จากพระบาลี จึงจะเป็นไปได้.

หน้าที่ของสังขารปฏิจจสมุปบาท

จริงๆแล้ว หน้าที่ของสังขารปฏิจจสมุปบาทท่านแสดงไว้ในบาลีของนิทานวรรค ปฏิจจสมุปปาทวิภังคสูตร แล้ว ในความหมายของ สังขารที่เป็นเหตุ:
สงฺขารา ปจฺจยา วิญฺญาณํ.
แปลตรงๆ: สังขารเป็นเหตุเกิดวิญญาณ.
แปลเอาเนื้อความ: สิ่งที่มีหน้าที่ปรุงแต่ง ทำการปรุงแต่ง ให้เกิดวิญญาณ.
จากสูตรเดียวกันนี้ ท่านได้อธิบายความหมายไว้เพิ่มด้วย, เราสามารถเอาความหมายนี้ ไปค้นเพิ่มได้อีก, ความหมายที่ท่านอธิบายสังขารปฏิจจสมุปบาทไว้ คือ:
‘‘กตเม จ ภิกฺขเว สงฺขารา ตโยเม ภิกฺขเว สงฺขารา กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโร  อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว สงฺขารา ฯ
" สังขารมี ๓ ประการนี้ คือ ๑. กายสังขาร (สภาวะที่ปรุงแต่งกาย)  ๒. วจีสังขาร (สภาวะที่ปรุงแต่งวาจา)    ๓. จิตตสังขาร (สภาวะที่ปรุงแต่งใจ)
ถ้าเอาความหมายข้างต้นที่เป็นภาษาบาลีไปค้นในพระไตรปิฎก ท่านจะพบว่า ทั้งหมดล้วนพูดถึงเหตุทั้งนั้น ซึ่งจะเห็นได้ชัดใน นิทานวรรค ภูมิชสูตร ซึ่งอยู่ในเล่มเดียวกัน แสดงไว้ชัดเจนเลยว่า 'กรรมคือเจตนา, เจตนา คือ สังขารปฏิจจสมุปบาท'. ซึ่งจากตรงนี้ เราสามารถเอามาสร้างคำค้นได้ว่า กายสงฺขาร (กายกมฺม, กายสญฺเจตนา, กายทุจริต, กายสุจริต, ปุญฺญาภิสงฺขาร, อปุญฺญาภิสงฺขาร), วจีสงฺขาร (วจีกมฺม, วจีสญฺเจตนา, วจีทุจริต, วจีสุจริต, ปุญฺญาภิสงฺขาร, อปุญฺญาภิสงฺขาร), จิตฺตสงฺขาร (วจีกมฺม, วจีสญฺเจตนา, วจีทุจริต, วจีสุจริต, ปุญฺญาภิสงฺขาร, อปุญฺญาภิสงฺขาร,อาเนญฺชาภิสงฺขาร). และเมื่อค้นดูคำเหล่านี้ ก็จะพบว่า ทั้งหมดในบริบทอธิบายไปในทิศทางเดียวกัน (บางทีใช้บริบทอันเดียวกันเลย) ว่า "กรรมเป็นเหตุของวิบากและกัมมชรูป".

ล้วนเป็นผลของกรรม (วิบาก/กัมมชรูป): วิญฺญาณํ นามรูปํ สฬายตนํ ผสฺโส เวทนา 

และด้วยนิทานวรรค ภูมิชสูตร นี้เอง ทำให้เราทราบว่า วิญฺญาณํ นามรูปํ สฬายตนํ ผสฺโส เวทนา ในปฏิจจสมุปบาทนั้น ล้วนเป็นผลของกรรม คือ เป็นวิบาก/กัมมชรูป. เพราะไม่มีใครสามารถพูดได้ว่า "ขณะที่วิญญาณเกิด ไม่มีนามรูปเกิด ไม่มีอายตนะเกิด, ไม่มีผัสสะเกิด, ไม่มีเวทนาเกิด". ดังนั้นใน มัชฌิมปัณณาสก์ อนุปทสูตร จึงแสดงสิ่งเหล่านี้ไว้ว่า เป็นสหชาตปัจจัยซึ่งกันและกัน (เกิดพร้อมกันเพื่อเป็นเหตุซึ่งกันและกัน) ว่า:

อิธ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ เย จ ปฐเม ฌาเน ธมฺมา วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ ผสฺโส เวทนา สญฺา เจตนา วิญฺาณํ ๑- ฉนฺโท อธิโมกฺโข วิริยํ สติ อุเปกฺขา มนสิกาโร ตฺยสฺส ธมฺมา อนุปทววตฺถิตา โหนฺติ ตฺยสฺส ธมฺมา วิทิตา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เอวํ กิรเม ธมฺมา อหุตฺวา สมฺโภนฺติ หุตฺวา ปติเวนฺตีติ ๑- ฯ โส เตสุ ธมฺเมสุ อนุปาโย อนปาโย อนิสฺสิโต อปฺปฏิพทฺโธ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรติ ฯ โส อตฺถิ อุตฺตรึ นิสฺสรณนฺติ ปชานาติ ตพฺพหุลีการา อตฺถิ เตฺววสฺส โหติ ฯ
ภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนี้ สารีบุตรสงัดจากกามและอกุศลธรรม ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติ และสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ ก็ธรรมในปฐมฌาน คือ วิตก(ความตรึก) วิจาร(ความตรอง) ปีติ(ความอิ่มใจ) สุข(ความสุข) จิตเตกัคคตา(ความที่จิตมีอารมณ์เดียว) ผัสสะ(ความถูกต้อง) เวทนา (ความเสวยอารมณ์) สัญญา(ความหมายรู้) เจตนา(ความจงใจ) วิญญาณ(ความ รู้แจ้ง) ฉันทะ(ความพอใจ) อธิโมกข์(ความน้อมใจเชื่อ) วิริยะ(ความเพียร) สติ(ความระลึกได้) อุเบกขา(ความวางเฉย) มนสิการ(ความใส่ใจ)เหล่านั้น สารีบุตร กำหนดตามลำดับบทได้แล้ว ธรรมที่สารีบุตรรู้แจ้งแล้วเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สารีบุตรนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ได้ยินว่า ธรรมเหล่านี้ที่ยังไม่มีก็มีขึ้น ที่มีแล้ว ย่อมดับไป’ เธอจึงไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสอาศัยไม่ได้ อันกิเลสพัวพันไม่ได้ หลุดพ้นแล้ว พรากได้แล้วในธรรมเหล่านั้น มีจิตที่ฝึกให้ปราศจากเขตแดนคือ กิเลสได้แล้วอยู่ สารีบุตรนั้นรู้ชัดว่า ‘การสลัดทุกข์ที่สูงๆ ขึ้นไป ยังมีอยู่’ เธอมี ความเห็นว่า การสลัดทุกข์มีได้เพราะการกระทำธรรมนั้นให้มากขึ้น (๑)
จะเห็นได้ว่าข้อความข้างต้นแสดงเกี่ยวกับฌาน, ซึ่งในอัฏฐกนาครสูตร ฌานเป็น ปุญฺญาภิสงฺขาร และอาเนญฺชาภิสงฺขาร, ดังนั้น สหชาตปัจจัยในอนุปทสูตรนี้ จึงหมายถึง สังขารที่เป็นเหตุ แบบในปฏิจจสมุปาทวิภังคสูตรนั่นเอง. อย่างไรก็ตาม นักศึกษาควรใช้หลักสหชาตปัจจัยนี้กับสังขารที่เป็นผลในปฏิจจสมุปบาทด้วย เพราะเวลาสัตว์เกิดขึ้น ก็ต้องมีวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนาด้วยกันทั้งนั้น. เว้นจาก อสัญสัตว์, อรูปพรหม, และผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ไม่มีใครสามารถอยู่ได้โดยไม่มีพวกมันอันใดอันหนึ่งหรอก, จริงไหม?

ความสับสนของนักศึกษาเรื่องสังขาร

แต่สังขารใน ม.มู. จูฬเวทัลลสูตร นั้น ท่านกำลังแสดงสังขารที่เป็นผล. ฉะนั้นที่บางคนบอกว่า พระบาลีแสดงขัดกันระหว่างจูฬเวทัลลสูตร กับ ปฏิจจสมุปปาทวิภังคสูตร นั้น, จึงเป็นความไม่รู้จักสังขารที่เป็นเหตุ กับ สังขารที่เป็นผล ของตัวผู้นั้นเอง. ส่วนพระบาลีจริงๆ แล้วไม่ได้แสดงขัดกันเลย.

อธิบายสังขารที่เป็นผลในจูฬเวทัลลสูตร

ม.มู. จูฬเวทัลลสูตร นั้น ท่านกำลังแสดงสังขารที่เป็นผล, เพราะวิสาขอุบาสกเป็นพระอนาคามี, ส่วนธัมมทินนาเถรีก็เป็นพระอรหันต์ ซึ่งพระอริยะทั้งสองประเภทล้วนระงับตัณหาในกามคุณได้ราบคาบแล้ว. ดังนั้น วิสาขอุบาสก จึงทดสอบธัมมทินนาเถรีด้วยคำถามเกี่ยวกับฌาน ซึ่งเป็นเหตุระงับการเกิดขึ้นของตัณหาในกามคุณ 5 เสียได้. ซึ่งฌานก็ยังเป็นเหตุระงับของลมหายใจ, วิตกวิจาร, และสัญญาเวทนาอีกด้วย. ดังนั้น พระธัมมทินนาเถรีจึงตอบวิสาขอุบาสกว่า:
อสฺสาสปสฺสาสา โข อาวุโส วิสาข กายสงฺขาโร วิตกฺกวิจารา วจีสงฺขาโร สญฺา จ เวทนา จ จิตฺตสงฺขาโรติ ฯ 
“ลมอัสสาสะ(ลมหายใจเข้า) และลมปัสสาสะ(ลมหายใจออก) เป็นกายสังขาร, วิตกและวิจารเป็นวจีสังขาร, สัญญาและเวทนาเป็นจิตตสังขาร”
ที่ตอบอย่างนั้น เพราะฌานที่ 4 เป็นเหตุระงับลมหายใจเข้าออก, ฌานที่ 2 เป็นเหตุระงับวิตกวิจาร, และสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ก็แปลตรงตัวว่า การบรรลุอันระงับสัญญาและเวทนา.  ดังนั้น ในทสอริยวสธรรม ใน ทสุตตรสูตร จึงแสดงกายสังขาร(แบบเป็นผล) ว่าถูกระงับด้วยฌานที่ 4. นอกจากนี้ กายสังขาร ยังถูกใช้ในเรื่องอานาปานัสสติฌานในมหาสติปัฏฐานสูตรอีกด้วย. 2 สูตรนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะบอกว่า สังขาร 3 ในจูฬเวทัลลสูตรข้างต้น หมายถึง สังขารที่เป็นผล.

หลังจากเข้าใจอย่างนี้ เราก็จะสามารถเข้าใจได้แล้วว่า ทำไมคนที่บอกว่า "พระไตรปิฎกแสดงกายสังขารไว้ขัดแย้งกัน" จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง.

นี่แหละ ผมถึงพยายามย้ำหนักหนาว่า "สาเหตุที่คนอ่านสังขารต่างๆ ในพระไตรปิฎกแล้วสับสน ก็เพราะไม่ได้ท่องจำพระไตรปิฎกบาลี ทำให้ไม่สามารถเข้าใจโครงสร้างของสูตรได้อย่างแจ่มแจ้ง แบบที่ผู้ทรงพระไตรปิฎกในสมัยโบราณ อย่างพระอรรถกถาจารย์ ที่เรียนแบบท่องจำกันมาท่านเข้าใจ."

วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560

มโน-อายตนะ คือ วิญญาณธาตุ 7 ในธาตุ 18 เพราะจักขุวิญญาณธาตุเป็นต้น ทั้ง 7 เป็นทวารของมโนวิญญาณธาตุ (วิญญาณทางมโนทวาร ใน ทวาร 6)

มโน-อายตนะ คือ วิญญาณธาตุ 7 ในธาตุ 18 เพราะจักขุวิญญาณธาตุเป็นต้น ทั้ง 7 เป็นทวารของมโนวิญญาณธาตุ (วิญญาณทางมโนทวาร ใน ทวาร 6).

จักขุวิญญาณธาตุ แปลว่า ธาตุที่รับรู้ที่ตา ฉันใด, มโนวิญญาณธาตุ ก็แปลว่า ธาตุที่รับรู้ที่มโน ฉันนั้น คือ ธาตุที่รับรู้ที่จักขุมโน โสตมโน ฆานมโน ชิวหามโน กายมโน และ ถ้าจักขุมโน ไม่เกิดรับรู้สีทางจักขุทวาร มโนวิญญาณก็จะไม่สามารถรับรู้สีนั้นได้เช่นกัน.

วันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การไม่ทำร้ายผู้อื่น ต้องเริ่มที่เห็นผลดี ผลเสียทุกแง่มุมในภาพรวม อย่าจดจ้องแค่อันใดอันหนึ่ง

การไม่ทำร้ายผู้อื่น ต้องเริ่มที่ การห้ามแม้แต่คิดร้าย ครับ, ซึ่งต้องเริ่มที่การใช้วิธีฝึกตนเองให้ปกติเป็นคนเห็นภาพรวมของผลเสียในการมุ่งร้าย, และเห็นผลดีในการไม่มุ่งร้าย. 

การที่คนอื่นไม่เห็นเวลาที่เราทำร้ายผู้อื่น, หรือการได้ไปสวรรค์  เป็นแค่ผลพลอยได้, ไม่ใช่วิธีการหลักในการงดเว้นทำร้าย, ใช้มาขัดเกลากิเลสได้ ในจังหว่ะหนึ่งๆ ที่สมควรเท่านั้น. 

เพราะถ้าคิดกลัวคนเห็นอย่างเดียว เวลาไม่มีใครเห็น ก็จะมีข้ออ้างกะตัวเองว่า "ไม่มีใครเห็น ไม่เป็นไร, จะทิ้งขยะในที่สาธารณะก็ทิ้งได้". เช่นนี้ ตบะที่บำเพ็ญมา ก็จะถูกกิเลส ทำลายไปนะครับ. หรือ ถ้าหวังสวรรค์อย่างเดียว ก็จะลืมเลือนเป้าหมายคือพระนิพพานไป พลาดจากบรมสุขไป เป็นต้น นี้คือตัวอย่างผลเสียของการมุ่งแต่แง่ดีแง่เสียอันหนึ่งๆ มาขัดเกลากิเลส ครับ.

ฉะนั้น ในพระไตรปิฎก แม้จะแสดงวิธีไว้มากมาย ในการห้ามกิเลส, แต่ในอรรถกถา ท่านก็จะโฟกัสไปที่ การเห็นผลเสีย และผลดี ในภาพรวม เป็นหลัก ครับ. ไม่ใช่โฟกัสไปที่ผลเสีย หรือ ผลดี แค่เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง, อันนั้น จะทำให้เกิดอคติ จากกิเลสตัวอื่นมาแทนได้.

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ  * ความต่าง = ปัจจัตตลักษณะที่ถูกจิตรู้, อุปนิธานบัญญัติที่ถูกจิตรู้.  * เปรียบเทียบความต่าง = จิตทั้งขณะที่รูปรมั...