แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตอบปัญหา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตอบปัญหา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ไม่ใช่สักแต่ว่าเรียน ไม่ใช่สักแต่ว่าทำสมาธิ แต่คือเรียนอย่างไรการทำสมาธิจึงจะมีคุณภาพ

สาธุ กุศลจิตครับ และสาธุที่ร่วมกันทำกิจกรรมพร้อมเพรียงกันทำกุศล กับเพื่อนสหธรรมิก ครับ😊🙏

เรียนเยอะ รู้เยอะ เห็นเยอะ
เลยยึดมั่นถือมั่นธรรมะเยอะ
เพราะสมาธิไม่พอจะคุ้มครองทวาร5
จากการเรียน (เรียน=กามคุณ5)
วิธีแก้ คือ ทำสมาธิเยอะๆ ไม่ใช่ไม่เรียน
และไม่ใช่เรียนเยอะๆ แต่เป็นคุณภาพจิตที่เรียน
บางคนไม่เรียนเลยก็สุดโต่ง 
แต่คนที่หมกมุ่นกับการเรียนก็สุดโต่งเช่นกัน

บางทีเราเรียนด้วยนิสัยเดิมที่เป็นอกุศล การเรียนที่อาศัยกามคุณ คือ สี เสียง ทางตา หู จึงถูกอุปาทาน 4 ยึดครอง ยึดมั่นถือมั่นว่า "ต้องสีนี้ เสียงนี้เท่านั้น  อย่าได้เป็น สีนั้น เสียงนั้น คือ ต้องบาลีนี้เท่านั้น อย่าได้เป็นบาลีนั่น, ต้องแปลให้ฉันเข้าใจเท่านั้น อย่าได้เป็นบาลีฉันไม่เข้าใจ ฉันห้ามงง เธอต้องทำให้ฉันเข้าใจ ถ้าฉันงง คือเธอทำไม่ถูกต้องเท่านั้น, ต้องนั่งสมาธิ อย่าได้เรียน ถ้าเธอฟุ้งซ่านเธอต้องผิดเท่านั้น, ฉันไม่ฟุ้งซ่านเลย ฉันเป็นกุศลเท่านั้นตลอดเลย" เป็นต้น.

ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นอุปาทาน 4 ยึดมั่นถือมั่นแม้การเรียนที่ควรเป็นกุศล ก็กลายเป็นอกุศล. ซึ่งละเอียดเกิดดับล้านๆ ขณะ (trillion) ในเสี้ยวนาที, ถ้าไม่มีสมาธิมาก ก็เหมารวมยึดมั่นอย่างรวดเร็ว ไปพร้อมๆ กับกุศลที่ตั้งใจเรียนนั่นเอง.

แต่พระพุทธเจ้าผู้ฉลาดในการผสมอักษรได่เลือก ระบบมุขปาฐะ (เรียนแบบลูกศิษย์ผูกปิ่นโตกับอาจารย์) เพื่อแก้ปัญหาเรียนแล้วฟุ้งซ่านเหล่านี้.

เพราะเมื่อมีศรัทธาในผู้ทรงจำพระไตรปิฎกที่กรรมฐานมั่นคง เช่น พะอ็อคตอยะสยาดอ ก็สามารถค่อยๆเรียนปีละไม่มากได้ แต่เน้นไปที่การพัฒนากุศลจิตพื้นฐานก่อนด้วยการสังเกตเลียนแบบอาจารย์ (ไม่ต้องเรียนเป็นคำๆ) ซึ่งเป็นวิธีที่พูดน้อย ฟังน้อย ฟุ้งซ่านน้อยกว่า  แต่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะมีเวลาทำสมาธิปูพื้นฐานกุศลจิตให้กลายเป็นภาวนามากกว่า  และจะเห็นว่า มีความครบถ้วนตามข้อแนะนำการเจริญโพชฌงค์ ตาม อ. มหาสติปัฏฐานสูตร ทุกข้อบริบูรณ์.

เมื่อเป็นอย่างนี้ เรียนก็ไม่เสีย สมาธิก็ได้ กุศลก็พัฒนา จากที่หนึ่งวินาทีเหมารวมว่ากุศลทั้งหมด ดีงามทั้งหมด จะเริ่มเห็นตัณหาทิฏฐิมานะที่เกิดแทรกอยู่สลับอยู่ เพราะสมาธิที่สะสมก็จะค่อยๆ เข้าใจบทแม้น้อยที่ค่อยๆเรียนอย่างลึกซึ้ง จากพระอาจารย์กรรมฐานผู้ทีงจำพระไตรปิฎกบาลี จนเห็นนามขณะ รูปขณะ ที่ละเอียดแสนละเอียด เห็นกิเลสที่แสนละเอียดเหลือเกินแทรกซึมอยู่ไหนๆขณะทำกุศลในเสี้ยววินาที.

นี้คือ คุณภาพการเรียนที่ได้จากการเรียนแบบโบราณมุขปาฐะผูกปิ่นโตท่องจำทีละน้อย แต่ทำสมาธิมากๆ ครับ เห็นอุปาทานได้ชัด ได้เร็วดี😊🙏

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ควรมีพรหมวิหาร ก่อนแยกแยะเดียรถีย์

พุทธเรียกทุกคนทั้งในและนอกศาสนาว่า "สัตว์" แปลอ้อมๆได้ว่า "#ผู้ที่ควรได้รับความปรารถนาดีทุกอย่าง 🥰 ความช่วยเหลือยามทุกข์ 🫂 ความร่วมยินดีในสุข 🏆 ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจตามความจริง (พรหมวิหาร 4)" ครับ. ก่อนจะแยกกันเป็นลัทธิ  ให้ทำจิตให้เสมอกันแบบนี้ก่อนครับ ไม่อย่างงั้นแยกหมู่แล้วโลกร้อน ทะเลาะกัน แยกแล้วไม่คุยกันด้วยเมตตา.😅

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ถาม: ถ้ามีสมาธิย่อมมีสติถ้ามีสติย่อมมีสมาธิ ใช่ไหม?

ถาม: ถ้ามีสมาธิย่อมมีสติ
ถ้ามีสติย่อมมีสมาธิ ใช่ไหม?

ตอบ:

-สติขณะให้ทาน มีขณิกสมาธิ ซึ่งตามวิสุทธิมรรคแสดงไว้จะยังไม่ใช่จิตตวิสุทธิ(สมาธิ) โดยตรง แต่เอามาทำจาคานุสสติ เพื่อให้ได้จิตตวิสุทธิได้.

-สติขณะรักษาศีลก็เช่นเดียว แต่ศีลเป็นสิกขา คือฝึกฝนพัฒนาให้ต่อเนื่องได้ (ทานต้องมีของจะให้ ซึ่งทำไม่ได้ตลอดเวลา).

-สติขณะทำสมถะ มีอุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ที่วิสุทธิมรรค กล่าวว่า เป็น จิตตวิสุทธิโดยตรง, ฉะนั้น เอามาเป็นฐานในการทำวิปัสสนาต่อได้เลย. และพอเป็นเรื่องที่ทำในใจล้วนๆ ฉะนั้นจึงเป็นภาวนาได้เพราะทำต่อเนื่องได้ไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับวิปัสสนา.

-สติขณะทำวิปัสสนา มีพลววิปัสสนาสมาธิ สมาธินี้ไม่ใช่จิตตวิสุทธิ แต่เป็นปหานปริญญา คือ วิสุทธิ 3,4,5 ซึ่งเป็นผลของ ทาน + ศีล + สมถะ + ปริญญา 2.

-สติขณะฟังธรรมะ มีสมาธิ และปัญญาที่คล้อยตามสิ่งที่เรียนนั้นๆ (ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา) เช่น เรียนทาน ก็เป็นทาน, เรียนศีล ก็เป็นศีล, ถ้าภาวนาไปด้วยก็เป็นภาวนา, ถ้าฝึกไปด้วย ก็เป็นสิกขา เป็นต้น. ปรารภได้แค่ไหน ก็เป็นแค่นั้น ในคนเริ่มฟัง  เริ่มท่อง ไม่มีอัธยาศัย อาจจะไม่เป็นปัญญาเลยก็ได้ เพราะปรารภใจความไม่ได้เลย เป็นต้น.

ฉะนั้น ต้องดูว่า พระพุทธพจน์ในที่นั้นๆ มีบริบทอย่างไรครับ. 

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ทำไมตรัสตัณหาเท่านั้นว่าเป็นสมุทยสัจ?

แต่ว่า ทำไมตรัสตัณหาเท่านั้นเล่าว่าเป็นสมุทยสัจ?

(วิสุทฺธิ.มหาฏี. สมุทยนิทฺเทสกถาวณฺณนา) เพราะว่าเป็นเหตุที่แตกต่าง (แห่งทุกข์นานัปปการ). อธิบายว่า เมื่ออวิชชาปิดบังโทษในภพทั้งหลายอยู่ และเมื่อทิฏฐุปาทานเป็นต้นอาศัยในที่นั้นๆอยู่ (อวิชชาและทิฏฐุปาทานเป็นต้น) ย่อมยังตัณหาให้เจริญ. แม้โทสะทั้งหลายเป็นต้นก็เป็นเหตุแห่งกรรม (สังขาร,กัมมภพ) เช่นกัน. อย่างไรก็ตาม เมื่อตัณหาปรารถนาความวิจิตรแห่งภวะ-โยนิ-คติ-วิญญาณฐิติ-สัตตาวาส-สัตตนิกาย-ตระกูล-โภคะ-อิสสริยะนั้นๆอยู่ ตัณหาเลยเข้าถึงความเป็นอุปนิสัยให้กรรมมีความวิจิตร และยังเข้าถึงความเป็นสหายของกรรมด้วย ตัณหาจึงกำหนดความวิจิตรของภพเป็นต้น, เพราะเหตุ(ที่ตัณหาวิจิตรจึงทำให้ภพวิจิตร)นั้น แม้เมื่อเหตุแห่งทุกข์แม้อื่นๆ ที่ทรงตรัสไว้ทั้งในสุตตันตนัย อันได้แก่ อวิชชา-อุปาทาน-กรรม เป็นต้น และอภิธรรมนัย อันได้แก่ กิเลสและอกุสลมูลที่เหลือเป็นต้น จะมีอยู่ก็ตาม, พระองค์ก็ทรงตรัสตัณหานั่นแหละไว้ว่าเป็น "สมุทยสัจ (ความจริงที่เป็นเหตุเกิดทุกข์)" เพราะความที่ตัณหาเป็นเหตุให้ทุกข์มีความแตกต่างกัน.

https://5000y.men/?th.r.153.204.0.0.ตณฺหาว|สมุทยสจฺจํ|วุตฺตา#hl
กสฺมา ปเนตฺถ ตณฺหาว สมุทยสจฺจํ วุตฺตาติ? วิเสสเหตุภาวโตฯ อวิชฺชา หิ ภเวสุ อาทีนวํ ปฏิจฺฉาเทนฺตี ทิฏฺฐิอาทิอุปาทานญฺจ ตตฺถ ตตฺถ อภินิวิสมานํ ตณฺหํ อภิวฑฺเฒติ, โทสาทโยปิ กมฺมสฺส การณํ โหนฺติ, ตณฺหา ปน ตํตํภวโยนิคติวิญฺญาณฏฺฐิติสตฺตาอาวาสสตฺตนิกายกุลโภคิสฺสริยาทิวิจิตฺตตํ อภิปตฺเถนฺตี กมฺมวิจิตฺตตาย อุปนิสฺสยตํ กมฺมสฺส จ สหายภาวํ อุปคจฺฉนฺตี ภวาทิวิจิตฺตตํ นิยเมติ, ตสฺมา ทุกฺขสฺส วิเสสเหตุภาวโต อญฺเญสุปิ อวิชฺชาอุปาทานกมฺมาทีสุ สุตฺเต อภิธมฺเม จ อวเสสกิเลสากุสลมูลาทีสุ วุตฺเตสุ ทุกฺขเหตูสุ วิชฺชมาเนสุ ตณฺหาว ‘‘สมุทยสจฺจ’’นฺติ วุตฺตาติ เวทิตพฺพํฯ

วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

นั่งสมาธิเองที่บ้านอย่างไรไม่ให้บ้า

อย่ายึดติดกับความคิดตัวเอง หรือยึดติดกับอาจารย์ของตัวเอง อย่ายึดติดกับสิ่งที่เคยปฏิบัติตามๆกันมาไม่ว่าจะทำมานานเท่าไหร่แล้วก็ตาม เปิดใจรับฟังคนอื่น #พยายามคิดปรับปรุงพัฒนาการนั่งสมาธิ ให้ใกล้เคียงกับพระไตรปิฎกมากขึ้นๆ ตลอดเวลา

แต่จริงๆพระอาจารย์ที่มีความชำนาญช่วยได้มากนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านปฏิบัติมานาน และสามารถทรงจำพระไตรปิฎกได้อย่างเข้าใจ

ถ้านั่งสมาธิ แล้วพัฒนาสม่ำเสมอแบบนี้ไม่บ้าแน่นอนครับ

แยกจิตเจตสิกได้อย่างไร ในเมื่อเกิดแยกกันไม่ได้

เรื่องนี้ คนนั่งสมาธิได้เปรียบมากๆ สามารถแยกแยะจิตเจตสิกออกได้ละเอียดกว่าคนไม่เคยนั่งสมาธิได้ง่ายๆเลย
จิตเจตสิกไม่แยกกันเกิดก็จริง แต่ปัญญาสามารถแทงตลอดหั่นแยกจิตเจตสิก ตามลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละอย่างได้ (เกิดด้วยกันเหมือนเดิม แต่ปัญญาเข้าใจแต่ละอย่างๆ แยกกันได้)
เรื่องนี้สามารถดูจาก คาถาในจตุธาตุววัตถานกถา วิสุทธิมรรคได้ครับ

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ  * ความต่าง = ปัจจัตตลักษณะที่ถูกจิตรู้, อุปนิธานบัญญัติที่ถูกจิตรู้.  * เปรียบเทียบความต่าง = จิตทั้งขณะที่รูปรมั...