แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัจจยปริคคหญาณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัจจยปริคคหญาณ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

อุปาทานในปฏิจจสมุปบาท คือ โลภะในชวนะดวงที่ 2-7, กัมมภพที่สัมปยุต จึงเป็นปัจจัยให้มี ชาติ คือ ปฏิสนธิ (อุปปัตติภพ)

อุปาทานในปฏิจจสมุปบาท คือ โลภชวนอาเสวนปัจจยุปปันนจิตตุปบาท ที่มีปฏิสนธินานักขณิกกัมมปัจจยสัมปยุตคอยเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในภพต่อๆ ไป, ได้แก่ โลภะในชวนะดวงที่ 2-7 ของโลกิยสุทธมโนทวารวิถีนั่นเอง.

ที่ตำราอภิธรรมต้องพูดถึงขั้นวิถีจิตก็เพราะต้องเอาไปอธิบายปฏิจจสมุปบาท ตรงที่ท่านเอาอดีตเหตุมาขยายในปัจจุบันเหตุว่าอุปาทาน เป็นปัจจุบันเหตุของภพ ที่เป็นอนาคตผล เพราะชวนะที่ 1 มีแต่ทิฏฐธัมมนานักขณิกกัมมสัมปยุต ไม่มีปฏิสนธินานักขณิกกัมมสัมปยุต.

ด้วยเหตุนี้แหละ ที่วิสุทธิมรรค จำเป็นต้องพูดถึงวิถีจิตบ่อยมากๆ เพราะต้องใช้พิจารณาในปัจจยปริคคหญาณขึ้นไป เวลาพิจารณาปฏิจจสมุปบาท.

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ทำไมกุสลวิบากมีกุสลมูล (อโลภะฯลฯ), แต่อกุสลวิบากไม่มีอกุสลมูล (โลภะฯลฯ)

นักศึกษาอภิธรรมใหม่ๆ หลายคนที่เรียนกามาวจรจิตจบแล้วสงสัยถามขึ้นว่า
"ทำไมกุสลวิบากมีกุสลมูล (อโลภะฯลฯ),  แต่อกุสลวิบากไม่มีอกุสลมูล (โลภะฯลฯ)"
ตอบว่า: 
เพราะอกุศลเจตนามีพรรคพวกน้อย (สูงสุดพร้อมกัน 20 ดวง) ไม่มีอกุสลินทริยปัจจัยเป็นต้นเป็นสหชาติ จึงมีพลังเป็นนานักขณิกกรรมปัจจัยให้สัมปยุตธรรมของอกุสลวิบากเกิดได้น้อย. 
ส่วนกุสลเจตนามีพรรคพวกมาก (สูงสุดพร้อมกัน 36 ดวง) ซึ่งพรรคพวกบางกลุ่มก็มีกำลังมากโดยเป็นอินทริยปัจจัยเป็นต้นได้. 

ทำไมถึงยกอินทริยปัจจัย? เพราะเป็นปัจจัยที่อกุสลเจตนามีไม่เท่ากุศลเจตนา.

อธิบายด้วยการจำแนกวิธีให้ดูว่า อกุสลวิบากเจตนาจะให้ผลทางตาต้องอาศัยรูปารมณ์กระทบกัมมชจักขุนทรีย์ ทำให้เกิดจักขุทวาราวัชชนะโดยปกตูปนิสสยปัจจัย จนเป็นอนันตรูปนิสสยปัจจัยกะจักขุวิญญาณินทรียวิบาก (ที่มีจักขุนทรีย์เป็นอินทริยปัจจัย) ซึ่งจักขุวิญญาณินทรียวิบากก็เป็นอินทริยปัจจัยแก่สัพพจิตตสาธารณเจตสิก 7 แน่นอน. จากนั้นก็เป็นอนันตรูปนิสสยปัจจัยกะสัมปฏิจฉันนวิบาก แต่เพราะไม่มีกัมมชจักขุนทรีย์ เป็นอินทริยปัจจัยให้ อกุสลเจตนาจึงไม่สามารถจะทำให้เกิดจักขุวิญญาณินทรียวิบากได้ จึงทำให้เกิดสัมปฏิจฉันนะวิบากที่หทยวัตถุ, โดยอกุสลเจตนาจึงยังให้เกิดวิตักกวิบากเพื่อยกสัมปยุตวิบากขึ้นสู่อารมณ์ ยังให้เกิดวิจารวิบากเพื่อแนบสัมปยุตตวิบากไว้กับอารมณ์ ยังให้เกิดอธิโมกขวิบากเพื่อตัดใจสินใจทำกิจในอารมณ์ ทั้ง 3 ดวงนี้ ให้เกิดขึ้นมาเพื่อให้สัมปฏิจฉันนวิบากปรารภและอยู่กับอารมณ์ได้โดยไม่ต้องอาศัยกัมมชจักขุนทรีย์. จากนั้น เป็นอนันตรูปนิสสยปัจจัยให้เกิดสันตีรณวิบาก (ที่ไม่ชื่อสัมปฏิจฉันนะ เพราะไม่ใช้มนินทรีย์แรกที่อาศัยหทยวัตถุรู้รูปารมณ์นับจากจักขุวิญญาณินทรีย์ นอกนั้นอธิบายเหมือนดวงก่อนทุกอย่าง). จากนั้น เป็นอนันตรูปริสสยปัจจัยให้เกิดโวฏฐัพพนกิริยาซึ่งต้องมิวิริยะ เพราะไม่มีอกุสลเจตนาเป็นนานักขณิกปัจจัยให้เกิด เป็นความพยายามส่วนตัวล้วนๆ ครับ ที่จะตัดสินใจว่า "จะให้ชวนะเสพยังไง ดี? ไม่ดี?".

เมื่ออาวัชชนะเป็นอนันตรูปนิสสยปัจจัยแก่กุศลก็จะต้องมีสัทธินทรีย์, สตินทรีย์, แน่นอน ซึ่งเป็นสัพพสาธารณกุสลเจตสิก ร่วมกับอโลภะ อโทสะ อยู่แล้ว (บังคับกันเกิดแน่นอน) และยังมีพรรคพวกรวมตัวเองแล้ว ก็ไม่น้อยกว่า 19 ดวงรอเกิดด้วยกัน (ในขณะที่อกุศล ร่วมกันมากสุด 8 ดวง). แต่ถ้าเป็นอกุศล จะไม่มีอินทรียปัจจัยพิเศษแบบนี้เลย มีแต่อินทริยปัจจัยที่กุสลเจตนามีเหมือนๆ กันอยู่แล้วเท่านั้นเอง.

นอกจากนี้ อกุศลยังมีพรรคพวกที่สร้างความร้าวฉานอีก คือ อุทธัจจะ ซึ่งคอยทำให้อกุสลเจตนาอ่อนแอลงไปอีก. ต่างจากกุสลปราศจากอุทธัจจะมาร้างความแตกแยกโดยสิ้นเชิง เพราะมีศรัทธาเป็นต้นในวัตถุควรศรัทธาจิตก็ตั้งมั่นด้วยดีกว่าอกุศล.

มากไปกว่านั้น กุศลยังฉลาดยิ่งขึ้นๆ ได้อีก มันสามารถกำจัดแม้กุสลเจตสิกที่ไม่ทำให้จิตมั่นคง อย่างวิตก วิจาร ปีติ ออกไปจนได้มหัคคตกุศลชั้นสูงๆ ขึ้นไปอีกด้วย

ยังมีมากๆ กว่านั้นอีก กุศลยังฉลาดขึ้นไปได้อีก สามารถขัดเกลาเวทนาที่หยาบ ให้ละเอียดขึ้นไปๆ อีกได้ด้วย.

มากที่สุด ของกุศล คือ สามารถรวบรวมพรรคพวกได้ทั้ง 38 (เกิดจริง 36 อีก 2 ดวงก็มีกำลังเต็มที่แต่ไม่ทำกิจกับปรมัตถอารมณ์ เลยไม่เกิดด้วย, ยังสามัคคีกันอยู่ ไม่ได้แตกแยกแบบอกุศล) ให้มีกำลังสูงสุด ทะลุโลก ไปเป็นโลกอุดร โลกุตตระไปเลยได้ด้วย.

นี่คือกำลังของกุศล ที่มีเหนืออกุศลในหลายๆ แง่ครับ.

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

วิเคราะห์ เค็ม (อย่างย่อ แต่ครบกระบวน)

อาศัยสหชาตปัจจัย เกลือจึงเค็ม. รสเค็มสัมผัสกับลิ้นไม่ได้ และลิ้นก็สัมผัสกับรสเค็มไม่ได้ ถ้าไม่อาศัยปฐวี อาโป เตโช วาโย คันธะ สัทธะ โอชา ที่เป็นสหชาตปัจจัย.

จะไปบังคับบัญชาให้เกลือไม่เค็มก็ไม่ได้ เพราะมันเค็มโดยปรมัตถ์ เมื่อกระทบกับกรรมชรูปคือชิวหาปสาทะแล้ว กรรมมีกำลังมาพอจะยังให้ชิวหาวิญญาณเกิดรับรู้รสเค็ม ชิวหาวิญญาณก็จะต้องเกิดมารู้รสเค็มนั้นแน่นอน แม้ใจจะไม่อยากให้เกิดก็ตาม ก็ไม่มีอัตตาใดๆ ไปสามารถห้ามกรรมเก่าได้, แต่อุปนิสสยปัจจัยสามารถเป็นปัจจัยให้ไม่รับรู้รถเค็มได้บ้าง ด้วยปโยคะสมบัติบ้าง ด้วยกรรมอื่นเบียดบังบ้าง เป็นต้น ที่ทำให้กรรมเก่าไม่มีโอกาสให้ผล เช่น ด้วยการหลับ, ทำฌาน เป็นต้น ซึ่งก็ไม่จีรัง เกิดขึ้นด้วยปัจจัยจำนวนมาก เป็นอนัตตา.

ความเค็ม ความเผ็ด เป็นความต่างที่เป็นปรมัตถ์ ก็จริง, จิตที่เข้าไปรับรู้เค็มแต่ละอย่างๆ ก็รับรู้ปรมัตถ์จริงๆ. #แต่ จิตที่รู้ความต่างระหว่างความเค็มกับความเผ็ด, หรือ ความเค็มกับความเค็ม เป็นต้น นั้น, เป็นจิตที่กำลังรู้ #อุปนิธานบัญญัติ อยู่ เพราะมีการเปรียบเทียบความต่างแห่งปรมัตถ์ ซึ่งความต่างนี้ ไม่ใช่ปรมัตถ์ เป็นเพียงสิ่งที่จิตอาศัยการจำปรมัตถ์ได้ แล้วคิดขึ้นมาเท่านั้นเอง.

เมื่อจิตรับรู้ปรมัตถ์และบัญญัติสลับกันอยู่เช่นนี้ แล้วคิดจะกล่าว แสดง บอกให้ผู้อื่นรู้, จิตก็จะคิด #สัททบัญญัติ ขึ้น (ซึ่งไม่ใช่อัตถบัญญัติ). จิตเหล่านั้นเกือบทั้งหมด ก็จะยังวจีวิญญัติ หรือ กายวิญญัติจิตตชรูป ให้เกิดในกายวิญญัติกลาป วจีวิญญัติกลาป ตามสมควร แล้วเปล่งวาจาออกมา เป็นสัททรูป ในสัททกลาป.

จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้นะครับว่า ไม่มีสัตว์บุคคลใดๆ ไปรู้รถเค็ม, มีเพียงปัจจัยจำนวนมหาศาล กับ ปัจจยุปบันจำนวนมหาศาล. เกิดดับนับไม่ถ้วนรอบ ทำกิจแต่ละอย่างๆ ของตนเท่านั้น. ความเค็ม การรับรู้รสเค็ม การบัญญัติรสเค็ม เป็นไปโดยอาการดังกล่าวมาทั้งหมดนี้แล.

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

ที่ถูก คือ "จิตอาศัยปรมัตถ์แล้วรู้บัญญัติ" ไม่ใช่ "บัญญัติอาศัยปรมัตถ์" ซึ่งเป็นข้อความที่แปลผิดสอนผิด

 ที่ถูก คือ "จิตอาศัยปรมัตถ์แล้วรู้บัญญัติ" ไม่ใช่ "บัญญัติอาศัยปรมัตถ์" ซึ่งเป็นข้อความที่แปลผิดสอนผิดนะครับ.
จิตเจตสิกอาศัยนิพผันรูปปรมัตถ์กับอาการรูปปรมัตถ์เป็นอารัมมณปัจจัยแล้วรู้บัญญัติ, ไม่ใช่บัญญัติเข้าไปอาศัยปรมัตถ์ใดๆ. สังขตธรรมเท่านั้น ที่มีปัจจัยให้ตนเองซึ่งเป็นปัจจยุปบันเข้าไปอาศัย.  ส่วนนิพพาน กับ บัญญัติ ไม่ใช่สังขตธรรม ไม่ได้อาศัยอะไรทั้งนั้นครับ เป็นได้แต่เพียงปัจจัยเท่านั้น. ไม่เป็นปัจจยุปบัน ไม่ได้ไปอาศัยสิ่งใดๆ เกิดขึ้น หรือ มีขึ้นนะครับ.

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เรื่องจริง กับ เรื่องหลอก พิสูจน์ด้วยการวิเคราะห์องค์ธรรม แล้วหาปัจจัยปัจจยุปบัน โดยรอบ.

เรื่องจริง (สัจจะ) กับ เรื่องหลอก (วัญจนะ) พิสูจน์ด้วยการวิเคราะห์องค์ธรรม (นามรูปปริจเฉทญาณ) แล้วหาปัจจัยปัจจยุปบัน(ปัจจยปริคคหญาณ) โดยรอบ (ปริญญา). และเมื่อหาโดยรอบแล้ว คุณก็จะพบแต่ทุกขสัจจะ ที่มีแต่ลักษณะไม่เที่ยง ลักษณะทนอยู่ไม่ได้ ลักษณะไร้อำนาจ. ซึ่งในตอนท้ายของปัจจยปริคคหญาณนิทเทส ก็ว่าไว้โดยนัยนี้.

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558

ตราบที่ปัจจัยมีอยู่ ปัจจยุปบันนั้นเป็น ต้องเป็นนามหรือรูปเสมอ

นามรูป... จะกำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือไม่ได้กำลังเกิดขึ้นอยู่ก็ตาม... นามรูปนั้นก็มีอยู่ ตามปัจจัยของตนที่ยังให้ผลได้อยู่.

ไม่ใช่ว่า "นามรูปที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เท่านั้นมีอยู่จริง นามรูปที่ไม่ได้กำลังเกิดอยู่ไม่มีอยู่จริง" แบบที่อุจเฉทวาทีชอบพูดกัน.

ตราบที่ปัจจัยมีอยู่ ปัจจยุปบันนั้นเป็น ต้องเป็นนามหรือรูปเสมอ ไม่ว่ามันจะเป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ภายใน ภายนอก หยาบ ละเอียด ทราม ประณีต ก็ตามนะครับ.

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ  * ความต่าง = ปัจจัตตลักษณะที่ถูกจิตรู้, อุปนิธานบัญญัติที่ถูกจิตรู้.  * เปรียบเทียบความต่าง = จิตทั้งขณะที่รูปรมั...