แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นามรูปปริจเฉทญาณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นามรูปปริจเฉทญาณ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562

กุศลก็รู้อัตตาได้ ปัญญาก็รู้อัตตาได้

กุศลก็รู้อัตตาได้ ปัญญาก็รู้อัตตาได้

ตน เรา เขา (อัตตาบัญญัติ) เป็นอารมณ์แก่จิตในวิถีหลังๆ ตั้งแต่อัตถัคคหณวิถี นามัคคหณวิถี เป็นต้นไป เพราะเป็นบัญญัติ จิตรู้ขันธ์ที่เป็นปรมัตถ์ชำนาญในวีถีก่อนๆ แล้วจึงบัญญัติขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการดำรงชีวิต.

ในขณะที่จิตคิดบัญญัติเท่านั้น บัญญัติจึงปรากฎเป็นอารมณ์ ขณะที่จิตไม่คิดบัญญัติ คือ รู้ปรมัตถ์อยู่ ก็ไม่มีบัญญัติอยู่ที่ไหนเลยทั้งในอดีตอนาคตและปัจจุบัน เพราะสังขตปรมัตถ์ต้องมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นจึงจะชื่อว่า มีอยู่จริงๆ จิตจะคิดหรือไม่คิดปรมัตถ์ก็ต้องเกิดขึ้นเมื่อปัจจัยถึงพร้อมแน่นอน ส่วนบัญญัตินั้น ไม่เกิดขึ้น ไม่มีปัจจัย ไม่เคยมีอยู่เลย เป็นได้เพียงอารมณ์ของจิต ในยามที่จิตคิดถึงมันเท่านั้น.

อัตตาบัญญัตตินั้นเป็นอารมณ์ให้จิตได้ทั้ง 3 ชาติ (เว้นวิบากชาติ) แม้พระพุทธเจ้าก็มีอัตตาเป็นอารมณ์ได้ เพียงแต่พระพุทธเจ้ามีจิตแค่ 1 ชาติที่รู้อัตตาบัญญัติ คือ กิริยาชาติเท่านั้น.

รู้อัตตาด้วยกุศลอย่างไร? 

ขณะที่ท่านอ่านข้อความนี้ ท่านก็กำลังรู้อัตตาด้วยกุสลญาณสัมปยุตอยู่. เราจักให้ทาน เราจะรักษาศีล เราจักทำสมถะ เราจักทำวิปัสสนา เราจักเข้าผลสมาบัติ เราจักดับขันธปรินิพพาน ล้วนรู้อัตตาบัญญัติทั้งสิ้น.
แต่การรู้อัตตาบัญญัตินี้ จะเป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็ต่อเมื่อมีองค์ 2 ของมิจฉาทิฏฐิ คือ

1. อารมณ์ผิดเพี้ยนไปจากหลักปัจจยาการ คือ ปัจจัยปัจจยุปบัน (ปฏิจจสมุปบาท/ปัฏฐาน)
2.มีตัณหาอุปาทานเข้าไปติดใจ สละไม่ได้. (ม.ม.สัมมาทิฏฐิสูตร)

ถ้าขาดองค์ข้อ 1 ไม่เป็นวิปลาส ไม่เป็นทิฏฐิ เป็นเพียงจิต 3 ชาติอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่มีทิฏฐิเกิดร่วมที่คิดบัญญัติอย่างหนึ่งเท่านั้น. 

ถ้าขาดองค์ข้อ 2 อาจเป็นวิปลาสได้ ไม่เป็นทิฏฐิ เช่น พระโสดาบันคิดว่า รูปฌานเป็นสุข ลืมคิดโดยความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ อย่างนี้แสดงว่ามีโมหะหลงลืมปัจจัยปัจจยุปบัน แต่เป็นเพียงความจำ และความคิดที่ผิดเพี้ยน ไม่ใช่ทิฏฐปาทาน คือไม่ได้ตามยึดมั่นเป็นความเห็น ความปักใจ ไม่ได้ตามวิตกวิจารแล้วๆ เล่าๆ เพราะเมื่อคิดแล้วก็จะมีการตามอนุปัสสนาภายหลังว่า จริงๆ ฌานนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เช่นกัน. อีกประการ คือ พระโสดาบันมีใจเปิดกว้างด้วยสัมมาทิฏฐิเผื่อปัจจัยปัจจยุปบันอื่นๆ ที่เกินวิสัยของตนด้วยอัตตสัมมาปนิธิอยู่แล้ว ไม่ใช่ "นี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า" จึงไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิ.

แต่ในพระอรหันต์ ไม่เป็นทิฏฐิ ไม่เป็นวิปลาสโดยประการทั้งปวง เพราะไม่ว่าอะไรๆ ก็ไม่ที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา สำหรับพระอรหันต์ทั้งปวง.

โลภเจตสิกจะรู้อัตตา แต่เป็นเพียงทิฏฐิคตวิปปยุต ไร้ทิฏฐิเจตสิก ได้อย่างไร?

เราจักดูซีรีส์เกาหลีละครช่อง 7 ให้สนุก, เราจักกินของชอบบ่อยๆ, เราจักนอนที่นอนนุ่มๆทุกวัน เป็นต้น จิตปรารภปรมัตถ์ตรงตามปัจจัยปัจจยุปบันไม่ผิดเพี้ยน สีที่จะเกิดในทีวีมีจริง, รสที่จะเกิดที่ลิ้นมีจริง, ปฐวีธาตุที่เกิดกระทบกายที่นอนอยู่มีจริง,  นามรูปปฏิจจสมุปบาทที่จิตไปอาศัยรู้แล้วคิดบัญญัติว่า "เป็นเรา/เป็นเขากำลังดูทีวี/กำลังลิ้มรส/กำลังนอน" นามรูปนี้ทั้งหมดก็มีอยู่จริง เกิดขึ้นจริงๆ แต่จิตเจตสิกแม้คิดถูกหลักปัจจัยอย่างนี้ก็ยังมีโลภะอุปาทานไปติดใจ เพลิดๆ แล้วๆ เล่าๆ. โลภะเหล่านี้ มีอัตตาบัญญัติเป็นอารมณ์ แต่ไม่มีความเข้าใจผิดจึงไม่มีทิฏฐิคตสัมปยุต.

วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560

ปุถุชนรู้สึกตัว ด้วยวิตกวิจารสัมปยุตตอกุศลจิต ก็ได้ว่า "ฉันสวย ฉันเที่ยง ฉันงาม ฉันเป็นอัตตา"

ปุถุชนรู้สึกตัว ด้วยวิตกวิจารสัมปยุตตอกุศลจิต ก็ได้ว่า "ฉันสวย ฉันเที่ยง ฉันงาม ฉันเป็นอัตตา". 

การจะแยกแยะระหว่างรู้สึกตัวด้วยอกุศล กับ รู้สึกตัวด้วยกุศล จึงต้องสังเกตจากสัมปยุตธรรมของการรู้สึกตัวว่า เป็นกุสลจิตเจตสิก หรือ อกุสลจิตเจตสิก ที่กำลังเกิดร่วมกัน หรือเป็นปัจจัยต่อกันโดยปัจจัยอื่นๆ.

ตัวอย่างการแยกแยะนามรูปจากการอ่านชาดก

(ถ้าเข้าลิงก์ไม่ได้ ให้อ่านเรื่องเล่าที่ถูกอ้างถึงที่ด้านล่าง)

ถ้าเป็นเรื่องในลิงก์ นายปัญญา เห็นปัจจัย คือ การมีนามรูป คือ วัว ของนามรูป คือ ตัวนายปัญญา, เห็นปัจจัย คือ การพยายามขายมหาภูติ คือ สลาก แก่นามรูป คือ คนซื้อสลาก, เห็นปัจจัย คือ การให้มหา่ภูติ คือ เงินจำนวนเพิ่มขึ้น แก่นามรูป คือ คนซื้อวัว.
และนายปัญญา ก็เห็นปัจจยุปบัน คือ การได้มหาภูติ คือ เงิน. การโดนด่า คือ ความเกิดขึ้นอกุสลวิบาก, การไม่โดนด่า คือ ความไม่เกิดขึ้นของอกุสลวิบาก เพราะดับปัจจัย.

นายปัญญา ยังเห็นปัจจัย คือ บัญญัติศัพท์ที่ใช้พูดสื่อสารให้นามปัจจยุปบันต่างๆ คล้อยตาม ยอมจ่ายมหาภูติ คือ เงิน อีกด้วย.

เมื่อเห็นปัจจัยปัจจยุปบันอย่างนี้ แม้ไม่สามารถบัญญัติศัพท์เรียกได้ละเอียดละออเท่าพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้อภิธรรม แต่ก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ตามระดับปัญญาของตน ครับ.

เรื่องเล่า:

             มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งนายปัญญา(นามสมมุติ)ได้ซื้อวัวจากพ่อค้ามาหนึ่งตัว  เพื่อต้องการนำไปเลี้ยง จ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้วสนราคาห้าพันบาท โดยได้นัดหมายว่าพรุ่งนี้เช้าให้นำวัวมาส่งที่บ้าน รุ่งเช้าเจ้าของวัวได้เดินทางมาหานายปัญญาตั้งแต่เช้าพลางแจ้งข่าวร้ายว่าวัวที่ท่านซื้อไว้นั้นบัดนี้ตายแล้ว จึงไม่สามารถนำมาส่งให้ตามที่สัญญากันไว้ นายปัญญาจึงขอเงินคืน แต่พ่อค้าบอกว่าเงินก็ได้ใช้หมดแล้ว
            นายปัญญาครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงบอกพ่อค้าคนนั้นว่า "ถ้าอย่างนั้นก็นำวัวที่ตายมาให้ก็แล้วกัน" พ่อค้ายังงงๆแต่ก็ได้ไปนำวัวที่ตายแล้วมาให้ตามที่นายปัญญาร้องขอ
             นายปัญญาจึงทำสลากขึ้นมาจำนวนหนึ่งพันฉบับ ประกาศขายฉบับห้าสิบบาท โดยประกาศว่า “ถ้าใครอยากได้วัวหนึ่งตัวให้ซื้อสลาก บางทีอาจโชคดีได้วัวที่ราคาถูกที่สุดในโลก ตัวละ 50 บาทเท่านั้น” ไม่ถึงหนึ่งวันเขาก็ขายสลากหมดได้เงินมาจำนวน 50,000 บาท
             วันรุ่งขึ้นพ่อค้าคนนั้นก็ได้แวะมาหาด้วยความสงสัยจึงถามว่า “ท่านขายวัวตายคนเขาไม่ด่าท่านหรือ”
             นายปัญญาตอบว่า “ด่าเหมือนกันแต่ด่าอยู่คนเดียวส่วนอีก 999 คนไม่มีใครด่า  คนที่ด่าก็คือคนที่จับสลากได้นั่นแหละ แต่ก็ได้คืนเงินเขาไปสองเท่า เขาได้เงินคืนจึงไม่ได้เอาเรื่องอะไรอีก”
             การทำมาค้าขายมักจะมีกลเม็ดเด็ดพรายที่คาดไม่ถึง นายปัญญามีปัญญาสมชื่อจริงๆ แม้แต่วัวที่ตายแล้วยังสามารถนำมาหาเงินได้ คนผู้ประกอบด้วยปัญญาแม้ในเวลาที่ตนตกทุกข์ ก็ย่อมได้รับความสุข ปัญญามีไว้เพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่มีไว้เพื่อแกงกิน หากใช้ปัญญาให้ถูกวิธีย่อมหาวิธีดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขจนได้

เวลาดูจิต(+เจตสิก) ให้ดูที่สัมปยุตตธรรม, ถ้าเพ่งแค่คำแปล สภาพธรรมจะไม่ชัดแจ้ง


#ฝึกดูจิต #ฝึกนามรูปปริจเฉทญาณ #ฝึกยถาภูตญาณทัสสนะ


สังขตสภาวธรรม แปลว่า สิ่งที่มีปัจจัยมากกว่า 1 ทำให้เกิด.

ฉะนั้น คำแค่ 1 คำจึงทำให้เข้าใจสภาวะชัดเจนไม่ได้. ต้องใช้คำหลายๆ คำ ใช้สัมปยุตหลายๆ อย่าง, ใช้ปัจจัยหลายๆ ตัว, ใช้ปัจจยุปบันหลายๆ ตัว เพื่อให้เห็นสภาวะธรรมชัดเจน.

เช่น ถ้าแปลสติ แค่ว่า ระลึก ในภาษาไทย, ก็จะสับสนกับวิตก สับสนกับจิตตุปบาท.

แต่ถ้าเพิ่มมุมมองเหล่านี้:
  • ใช้คำภาษาอังกฤษว่า non-floating (ไม่หลุดลอย, ไม่หายไป) ปัญญาก็จะยิ่งเห็นสติเจตสิกชัดเจนขึ้น.
  • ยิ่งจำลักขณาทิจจตุกะของสติเจตสิกได้ ปัญญาก็จะยิ่งเห็นสติเจตสิกชัดเจนขึ้น.
  • ยิ่งเห็นสัมปยุตธรรม ว่ามีมากกว่าอกุศลเป็น 10 ดวง ปัญญาก็จะยิ่งเห็นสติชัดเจนขึ้น.
  • ยิ่งพิจารณาสัมปยุตแต่ละอย่างๆ ว่า สนับสนุนส่งเสริมสติอย่างไร ปัญญาก็จะยิ่งเห็นสติชัดเจนขึ้น.
  • ยิ่งเห็นอุปนิสสยปัจจัยต่างๆ ที่ช่วยให้เกิดสติ ปัญญาก็จะยิ่งเห็นสติเจตสิกชัดเจนขึ้น.
  • ด้วยวิธีต่างๆเหล่านี้ ปัญญาก็จะยิ่งเห็นสติเจตสิกชัดเจนขึ้น เป็นต้น.


ฉะนั้น เวลาดูจิต(+เจตสิก) ให้ดูที่สัมปยุตตธรรม, ถ้าเพ่งแค่คำแปล สภาพธรรมจะไม่ชัดแจ้ง. ผุ้ปฏิบัติจะต้องใช้คำหลากหลาย ใช้ปัจจัยปัจจยุปบันหลากหลาย ตามที่อาจารย์กรรมฐานค่อยๆ แนะนำให้มา ในการดูจิต.

วิธีเหล่านี้ เป็นวิธีฝึกปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานของผู้ที่บรรลุแล้วที่พระอริยะทุกคนต้องมี แต่อาจจะมากน้อย และแตกฉานในกรรมฐานที่ต่างๆ กันไป).

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

วิเคราะห์ เค็ม (อย่างย่อ แต่ครบกระบวน)

อาศัยสหชาตปัจจัย เกลือจึงเค็ม. รสเค็มสัมผัสกับลิ้นไม่ได้ และลิ้นก็สัมผัสกับรสเค็มไม่ได้ ถ้าไม่อาศัยปฐวี อาโป เตโช วาโย คันธะ สัทธะ โอชา ที่เป็นสหชาตปัจจัย.

จะไปบังคับบัญชาให้เกลือไม่เค็มก็ไม่ได้ เพราะมันเค็มโดยปรมัตถ์ เมื่อกระทบกับกรรมชรูปคือชิวหาปสาทะแล้ว กรรมมีกำลังมาพอจะยังให้ชิวหาวิญญาณเกิดรับรู้รสเค็ม ชิวหาวิญญาณก็จะต้องเกิดมารู้รสเค็มนั้นแน่นอน แม้ใจจะไม่อยากให้เกิดก็ตาม ก็ไม่มีอัตตาใดๆ ไปสามารถห้ามกรรมเก่าได้, แต่อุปนิสสยปัจจัยสามารถเป็นปัจจัยให้ไม่รับรู้รถเค็มได้บ้าง ด้วยปโยคะสมบัติบ้าง ด้วยกรรมอื่นเบียดบังบ้าง เป็นต้น ที่ทำให้กรรมเก่าไม่มีโอกาสให้ผล เช่น ด้วยการหลับ, ทำฌาน เป็นต้น ซึ่งก็ไม่จีรัง เกิดขึ้นด้วยปัจจัยจำนวนมาก เป็นอนัตตา.

ความเค็ม ความเผ็ด เป็นความต่างที่เป็นปรมัตถ์ ก็จริง, จิตที่เข้าไปรับรู้เค็มแต่ละอย่างๆ ก็รับรู้ปรมัตถ์จริงๆ. #แต่ จิตที่รู้ความต่างระหว่างความเค็มกับความเผ็ด, หรือ ความเค็มกับความเค็ม เป็นต้น นั้น, เป็นจิตที่กำลังรู้ #อุปนิธานบัญญัติ อยู่ เพราะมีการเปรียบเทียบความต่างแห่งปรมัตถ์ ซึ่งความต่างนี้ ไม่ใช่ปรมัตถ์ เป็นเพียงสิ่งที่จิตอาศัยการจำปรมัตถ์ได้ แล้วคิดขึ้นมาเท่านั้นเอง.

เมื่อจิตรับรู้ปรมัตถ์และบัญญัติสลับกันอยู่เช่นนี้ แล้วคิดจะกล่าว แสดง บอกให้ผู้อื่นรู้, จิตก็จะคิด #สัททบัญญัติ ขึ้น (ซึ่งไม่ใช่อัตถบัญญัติ). จิตเหล่านั้นเกือบทั้งหมด ก็จะยังวจีวิญญัติ หรือ กายวิญญัติจิตตชรูป ให้เกิดในกายวิญญัติกลาป วจีวิญญัติกลาป ตามสมควร แล้วเปล่งวาจาออกมา เป็นสัททรูป ในสัททกลาป.

จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้นะครับว่า ไม่มีสัตว์บุคคลใดๆ ไปรู้รถเค็ม, มีเพียงปัจจัยจำนวนมหาศาล กับ ปัจจยุปบันจำนวนมหาศาล. เกิดดับนับไม่ถ้วนรอบ ทำกิจแต่ละอย่างๆ ของตนเท่านั้น. ความเค็ม การรับรู้รสเค็ม การบัญญัติรสเค็ม เป็นไปโดยอาการดังกล่าวมาทั้งหมดนี้แล.

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

ที่ถูก คือ "จิตอาศัยปรมัตถ์แล้วรู้บัญญัติ" ไม่ใช่ "บัญญัติอาศัยปรมัตถ์" ซึ่งเป็นข้อความที่แปลผิดสอนผิด

 ที่ถูก คือ "จิตอาศัยปรมัตถ์แล้วรู้บัญญัติ" ไม่ใช่ "บัญญัติอาศัยปรมัตถ์" ซึ่งเป็นข้อความที่แปลผิดสอนผิดนะครับ.
จิตเจตสิกอาศัยนิพผันรูปปรมัตถ์กับอาการรูปปรมัตถ์เป็นอารัมมณปัจจัยแล้วรู้บัญญัติ, ไม่ใช่บัญญัติเข้าไปอาศัยปรมัตถ์ใดๆ. สังขตธรรมเท่านั้น ที่มีปัจจัยให้ตนเองซึ่งเป็นปัจจยุปบันเข้าไปอาศัย.  ส่วนนิพพาน กับ บัญญัติ ไม่ใช่สังขตธรรม ไม่ได้อาศัยอะไรทั้งนั้นครับ เป็นได้แต่เพียงปัจจัยเท่านั้น. ไม่เป็นปัจจยุปบัน ไม่ได้ไปอาศัยสิ่งใดๆ เกิดขึ้น หรือ มีขึ้นนะครับ.

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วินิจฉัยโดยวาระจิตและวิถีจิต จะยิ่งเห็นได้ชัดว่า กลาปะเป็นบัญญัติ

กลาปะ เป็นคำที่ใช้ในลักษณะเดียวกับฆฏนาในปัฏฐาน คือ กลุ่มก้อนที่เกิดพร้อมกัน. ถ้าอาวัชชนะถึงปฐวีรูปอย่างเดียว นามัคคหณวิถี จะไม่สามารถเรียกว่ากลาปะได้ เพราะอัตถัคคหณวิถีจะต้องรู้กลุ่มก้อนไม่ต่ำกว่า 8 รูปขึ้นไปที่เกิดพร้อมกัน (ที่ในตำราเรียกว่า สมูหฆน-อัตถบัญญัติ) แล้วนามัคคหณวิถีจึงจะเรียกว่า กลาปะ ได้, แต่แม้จะอาวัชชนะถึงปฐวีรูปอย่างเดียว นามัคคหณวิถีก็สามารถเรียกว่า รุปฺปนลกฺขณ ได้เลย เพราะปฐวีมีอยู่จริง มีทั้งปัจจัตตลักษณะของตน (กกฺขฬตฺตลกฺขณ) และปัจจัตตลักษณะของรูป (รุปฺปนลกฺขณ) ปญฺญัตฺติคคหณวิถีไม่จำเป็นต้องไปรู้รูป 8 รูปเป็นต้นใดๆ ก่อนที่จะเรียกปฐวีว่ารุปฺปนลกฺขณเลย, สามารถรู้รุปฺปนลกฺขณของปฐวีที่อตีตคฺคหณวิถีได้เลย. จากข้อความยังสามารถอธิบายได้อีกวิธีว่า ปฐวี (กกฺขฬตฺตลกฺขณ และ รุปฺปนลกฺขณ) เกิดได้จากปัจจัย. แต่กลาปะเกิดไม่ได้ เพราะไม่มีปัจจัย. จิตรู้กลาปะได้ เพราะเข้าไปอาศัยกลุ่มก้อนของรูปที่เกิดพร้อมกัน. ในขณะที่จิตรู้กลาปะ จิตไม่ได้รู้รุปฺปนลกฺขณํ หรือ กกฺขฬตฺตลกฺขณํ แต่รู้สมูหบัญญัติของรูปอย่างน้อย 8 รูปที่เกิดพร้อมกัน ซึ่งอาศัยกลุ่มของรูป (สมูหุปาทาย) ในการแสดงตัวให้ถูกจิตเจตสิกรู้ (ปญฺญาปิยตฺตา).

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ  * ความต่าง = ปัจจัตตลักษณะที่ถูกจิตรู้, อุปนิธานบัญญัติที่ถูกจิตรู้.  * เปรียบเทียบความต่าง = จิตทั้งขณะที่รูปรมั...