แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาธิ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาธิ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ปีติไม่ค่อยเกิด ก็ต้องน้อมใจบ่อยๆ

ปีติจะเกิด แรกๆ ต้องน้อมใจไปด้วย ฝืนยิ้มไปด้วยตอนอ่านตอนพิมพ์ ดู อรรถกถาปีตีสัมโพชฌงค์ ในโพชฌงค์บรรพ มหาสติปัฏฐานสูตร 😊
ทำตัวอย่างไร ได้ผลอย่างนั้น ทำตัวมีปีติบ่อยๆ 20 ปีผ่านไป ปีติก็เกิดง่าย ครับ ถ้าขี้เกียจฝึกบ่อยๆ ก็ไม่มีทางเกิดง่ายเลย 🧘

วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

นั่งสมาธิเองที่บ้านอย่างไรไม่ให้บ้า

อย่ายึดติดกับความคิดตัวเอง หรือยึดติดกับอาจารย์ของตัวเอง อย่ายึดติดกับสิ่งที่เคยปฏิบัติตามๆกันมาไม่ว่าจะทำมานานเท่าไหร่แล้วก็ตาม เปิดใจรับฟังคนอื่น #พยายามคิดปรับปรุงพัฒนาการนั่งสมาธิ ให้ใกล้เคียงกับพระไตรปิฎกมากขึ้นๆ ตลอดเวลา

แต่จริงๆพระอาจารย์ที่มีความชำนาญช่วยได้มากนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านปฏิบัติมานาน และสามารถทรงจำพระไตรปิฎกได้อย่างเข้าใจ

ถ้านั่งสมาธิ แล้วพัฒนาสม่ำเสมอแบบนี้ไม่บ้าแน่นอนครับ

แยกจิตเจตสิกได้อย่างไร ในเมื่อเกิดแยกกันไม่ได้

เรื่องนี้ คนนั่งสมาธิได้เปรียบมากๆ สามารถแยกแยะจิตเจตสิกออกได้ละเอียดกว่าคนไม่เคยนั่งสมาธิได้ง่ายๆเลย
จิตเจตสิกไม่แยกกันเกิดก็จริง แต่ปัญญาสามารถแทงตลอดหั่นแยกจิตเจตสิก ตามลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละอย่างได้ (เกิดด้วยกันเหมือนเดิม แต่ปัญญาเข้าใจแต่ละอย่างๆ แยกกันได้)
เรื่องนี้สามารถดูจาก คาถาในจตุธาตุววัตถานกถา วิสุทธิมรรคได้ครับ

สมาธิเสีย ถ้ามั่วสนใจอาการคันยุบยิบ ไม่กลับไปที่ลมหายใจ (อารมณ์กรรมฐาน)

ปกติมันก็คันอยู่แล้วครับ แต่ตอนที่ยังไม่ได้ทำสมาธิ จิตก็ไปรู้อย่างอื่นนอกจากคัน
แต่อย่าลืมว่าเรากำลังทำสมาธิครับ และอารมณ์กรรมฐานของเราไม่ใช่อาการคัน ถ้าเราไม่รีบกลับมาที่อารมณ์กรรมฐาน #นั่นคือกรรมฐานเสื่อมแล้วนะครับ ฉะนั้นอย่าสนใจอาการคันให้กลับมาที่อารมณ์กรรมฐานครับ แต่ถ้าระวังไม่ได้ก็ค่อยๆขยับไปเกาเบาๆ แล้วรีบกลับมาที่อารมณ์กรรมฐานเหมือนเดิมครับ

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ใจห่างสมาธิ อรรถกถาแนะนำว่า ให้คบหา สนทนากับผู้ชอบสมาธิ

จริงๆ ใครที่ทำอานาปานสติไม่คล่อง ไม่ค่อยได้ทำ ก็มาคุยเรื่องสมาธิกันในกลุ่มธรรมะต่างๆ ได้นะครับ เพื่อให้จิตน้อมไปในปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา.

การสนทนาจะเป็นปฏิปักข์กับผู้ที่ทำสมถกัมมัฏฐานจริงจังจนเริ่มได้นิมิต, แต่กับผู้ที่จิตใจเหินห่างจากสมาธิ ทำบ้าง ไม่ทำบ้างนั้น การสนทนาเรื่องสมาธิ ย่อมดีกว่า ปล่อยเวลาไปกับเรื่องอื่นๆ ครับ (เช่น ผมเอง หรือ ฆราวาส ที่ยังทำกิจทางโลกอยู่ เช่นเดียวกับผม)

ใน อ. มหาสติปัฏฐานสูตร เหตุเกิดโพชฌงค์ ฝ่ายสมาธิ ท่านมีการคบค้า คลุกคลี พูดคุยเรื่องสมาธิ กับผู้ชอบทำสมาธิ โดยเฉพาะผู้ที่ได้อุปจาระ อัปปนาแล้ว เป็นเหตุแห่งสมาธิด้วยนะครับ.

ธรรมเป็นเหตุเกิดสมาธิสัมโพชฌงค์
https://th.m.wikisource.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2_%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3_%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%99#ธรรมเป็นเหตุเกิดสมาธิสัมโพชฌงค์


วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ข้อผิดพลาดในอานาปานสติ 2 ข้อ ที่ผู้เริ่มต้นฝึกดูลมหายใจและอาจารย์ผู้สอนจำเป็นต้องรู้

คนที่อ่านพระไตรปิฎกมาเอง ไม่ได้ท่องจำพระบาลีอานาปานสติ หลายคนทำแค่ 2 ข้อแรก คือ พยายามดูแต่ลมสั้นยาว แต่ลืม 2 ข้อนี้ ทั้งๆ ที่ในพระไตรปิฎกบาลี บอกให้ทำทั้ง 4 ข้อไปพร้อมๆ กันคือ:

1. ต้องฝึกดูลมหายใจที่เบาลงๆ ให้ได้ไม่ขาดๆ หายๆ ด้วย,
2. และก็ต้องฝึกรู้ได้ตลอดห้ามให้ลมหายใจหาย ครับ. (คำว่า ฝึก หรือ สิกขานี้ หมายความว่า ยังทำไม่สำเร็จ แต่พยายามทำต่อเนื่องสุดๆ เพื่อให้มีโอกาสสำเร็จในอนาคตอันใกล้มากที่สุดเท่าที่ปัจจัยถึงพร้อม)

ทั้ง 2 ข้อนี้ต้องทำคู่ไปกับอีก 2 ข้อ คือ 1. สังเกตลมหายใจตลอดเวลาทั้งเข้าและออกที่ปลายจมูกหรือเหนือปาก (ไม่ตามลมไปอกหรือที่อื่น) 2. จะลมยาวหรือลมที่ค่อยๆ เบาและสั้นลง ก็ไม่พลาดสักวินาที ทุกอิริยาบถใหญ่ย่อย ไม่ใช่แค่นั่งนะครับ.

ไม่ใช่แค่ดูลมแล้วจะหายใจแรงได้ อย่างนี้ก็สมาธิกระเจิง เพราะไปฝึกการหายใจ ไม่ให้หายใจโดยธรรมชาติ เหนื่อยแย่เลย หรือดูลมแล้วเห็นแบบขาดๆ หายๆ อย่างนี้ก็ยังไม่มีสมาธิ หรือเพิ่งทำสมาธิไม่นานแล้วลมหายใจหายไป ก็คิดไปเองว่าเป็นจตุตถฌาน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะฌานของผู้ยังไม่ได้ฝึกวสีต้องเข้าตามลำดับฌาน จู่ๆ คนทำเพิ่งทำสมาธิจะข้ามไปจตุตถฌานเลยเป็นไปไม่ได้.

วิธีแก้ ทั้งปวง คือ ฝึก 2 ข้อที่ว่าแต่แรกนั้น ไปพร้อมๆ กับการดูลมหายใจเข้าออก สาเหตุนี้เองในพระบาลีอานาปานัสสติหมวดแรกจึงแยกเป็น 2 ศัพท์คือ ปชานาติ (รู้ชัดลมกายใจ) กับ  สิกขติ (ฝึกฝนความรู้ให้ชัดในลมเข้าออกและลมที่เบายิ่งขึ้นด้วย).

ฉะนั้นต่อไปนี้เวลาสอนหรือฝึกอานาปานสติผู้มาใหม่ อย่าลืมเน้น 2 ข้อนี้คู่ไปกับการให้ดูลมหายใจสั้นยาวด้วยนะครับ เพราะมันจะต้องทำไปพร้อมๆ กัน:

1. ต้องฝึกดูลมหายใจที่เบาลงๆ ให้ได้ไม่ขาดๆ หายๆ ด้วย,
2. และก็ต้องรู้ได้ตลอดห้ามให้ลมหายใจหาย ครับ.

นี่เป็นความผิดพลาดที่พบในระบบเรียนแบบอ่านเขียน แต่ไม่พบในระบบมุขปาฐะ คือ การท่องจำอานาปานัสสติบาลีทั้ง 4 จนชำนาญไปพร้อมกับการทำกรรมฐานครับ.

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ไม่พร้อมได้ฌาน, ไม่ต้องหวังได้วิปัสสนา

ไม่ควรแยกอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เพื่อพูดในเชิง "อันหนึ่ง ด้อยกว่าอีกอันหนึ่ง" ครับ เพราะรถผลัดก่อน มีความสำคัญต่อผลัดถัดไป ครับ ถึงจะด้อยกว่ายังไง ก็ขาดไม่ได้เลยอยู่ดี.

เหมือนเด็กมัธยมที่ด้อยกว่าเด็กมหาวิทยาลัย แต่ถ้าไม่เป็นเด็กมัธยม ก็เป็นเด็กมหาลัยไม่ได้ ฉันใด, อธิจิตแม้จะปหานกิเลสได้ไม่เท่าอธิปัญญาก็ตาม แต่ถ้าไม่ได้อธิจิต ก็ไม่ต้องหวังได้อธิปัญญา ฉันนั้น.

เพราะถึงสมาธิจะทำสมุจเฉทปหานไม่ได้ แต่สมุทเฉทปหานไม่เกิดกับผู้ไม่มีสมาธิ เช่นกันครับ.  ตามหลักเนตติปกรณ์และอรรถกถาแล้ว ผู้ที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิ คือ ผู้ที่มีปกติกิเลสไม่เกิด (ทิฏฐิจริต) เท่านั้น. ซึ่งถ้าเป็นทิฏฐิจริตจริง การทำฌานก็คงไม่ยากอะไรนะครับ. 

ส่วนคนที่กลัวติดสุขในฌาน... ตามหลักเนตติปกรณ์และอรรถกถาแล้ว โลภะติดสุขในฌาน ปหานง่ายกว่า โลภะติดสุขในกาม อย่างมากๆ ครับ. ดังนั้น ถ้าแค่ทำฌานยังทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปหวังมรรค ผล เลยครับ.

อย่าไปเอาข้อความที่ว่า "ฌานนั้นได้ยากแสนยาก น้อยคนที่จะได้" กับ "สุขวิปัสสกมีมากกว่าฉฬภิญโญ" มาเหมารวมกลายเป็นว่า ทำวิปัสสนาไปเลย ง่ายกว่าทำฌานก่อนแล้วค่อยทำวิปัสสนา นะครับ, มันไม่ถูกต้อง. 

ความจริงแล้ว ทำวิปัสสนายากที่สุด ยากกว่าการทำฌานด้วย. ตามหลักเนตติปกรณ์แล้ว คนที่จะทำวิปัสสนาได้ ก็คือคนที่ได้ฌาน หรือ พร้อมจะได้ฌานอยู่แล้ว. พวกที่ไม่พร้อมจะได้ฌาน จะไปทำวิปัสสนายังไงๆ ก็ไม่บรรลุ เพราะฌานง่ายกว่าแท้ๆ ยังไม่พร้อมเลย. และฌานก็เป็นรถพลัดก่อนถึงวิปัสสนาด้วย (วิสุทธิมรรคว่า จิตตวิสุทธิ คือ อุปจารฌาน หรือ อัปปนาฌาน), ถ้าไม่ทำฌานให้ได้อุปจาระ หรือ อัปปนา (จิตตวิสุทธิ) หรือไม่พร้อมจะได้ฌานอยู่แล้ว(ทิฏฐิจริต, อุคฆฏิตัญญู, วิปจิตัญญู)  จะเปลี่ยนผลัดไปวิปัสสนาได้ยังไงกัน?

รวมความว่า อย่าพูดในเชิงว่า "ไม่จำเป็นต้องทำฌานก็ทำวิปัสสนาได้" พร่ำเพรื่อ โดยไม่ถูกหลักเหตุผล ตามหลักเนตติปกรณ์ ครับ.

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ  * ความต่าง = ปัจจัตตลักษณะที่ถูกจิตรู้, อุปนิธานบัญญัติที่ถูกจิตรู้.  * เปรียบเทียบความต่าง = จิตทั้งขณะที่รูปรมั...