แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ปฏิสนธิวิญญาณเป็นศัพท์จากพระสูตรขุททกนิกาย มีมาแต่สมัยพระสารีบุตรอัครมหาสาวกยังมีชีวิตอยู่

พระไตรปิฎกเล่มที่ 31  พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 23
ขุททกนิกาย  ปฏิสัมภิทามรรค
ธัมมัฏฐิติญาณนิทเทส

อิธ ปริปกฺกตฺตา อายตนานํ โมโห อวิชฺชา, อายูหนา สงฺขารา, นิกนฺติ ตณฺหา อุปคมนํ อุปาทานํ, เจตนา ภโวฯ อิเม ปญฺจ ธมฺมา อิธ กมฺมภวสฺมิํ อายติํ ปฏิสนฺธิยา ปจฺจยาฯ อายติํ ปฏิสนฺธิ วิญฺญาณ, โอกฺกนฺติ นามรูปํ, ปสาโท อายตนํ, ผุฏฺโฐ ผสฺโส, เวทยิตํ เวทนาฯ อิเม ปญฺจ ธมฺมา อายติํ อุปปตฺติภวสฺมิํ อิธ กตสฺส กมฺมสฺส ปจฺจยาฯ อิติเม จตุสงฺเขเป ตโย อทฺเธ ติสนฺธิํ วีสติยา อากาเรหิ ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ ชานาติ ปสฺสติ อญฺญาติ ปฏิวิชฺฌติฯ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ, ปชานนฏฺเฐน ปญฺญาฯ เตน วุจฺจติ – ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ.

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/m_siri.php?B=31&siri=16

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ฝรั่งเข้าใจอภิธรรมผิดๆ เพราะไม่เคยเรียนไม่เคยสอนแบบมุขปาฐะ มุ่งเอาแต่กามคุณ 5

หลังจากระบบมุขปาฐะของไทยเสียหายไป เพราะการรุกรานจากวิธีการเรียนการสอนแบบตะวันตก ตั้งแต่ยุคสนธิสัญญาเบาริ่งเป็นต้นมา, คนไทยก็เรียนโดยใช้แนวคิดแบบชาวตะวันตกมาตลอด ซึ่งต่อไปในบทความนี้จะขอเรียกว่า ฝรั่ง.

ฝรั่งเข้ามาเรียนรู้พระพุทธศาสนา ด้วยมูลเหตุทางด้านธุรกิจตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมทางทะเล คือ ต้องการทรัพยากรของประเทศที่นับถือพุทธ ก็เลยต้องมาเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวพุทธ.

วิธีการเรียนของฝรั่งนั้น ถ้าเรียนวิชาประวัติศาสตร์ จะทราบว่า ฝรั่งเป็นพวกชอบจดบันทึก มีการใช้กระดาษปาปิรุสจากอียิปมาตั้งแต่ยุคพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ (ช่วงใกล้ๆ กับยุคพระเจ้าอโศก).

ทำไมถึงชอบบันทึก?

เพราะต้องเอาเวลาไปคิดถึงกามคุณ 5 ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ไม่มีสติที่จะระลึกถึงสิ่งที่จำไว้ได้ครบถ้วน จึงต้องจดลงกระดาษไว้เตือนความจำอีกที. (กามคุณ 5=รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส โดยมักเน้นเอาที่น่าชอบใจ ซึ่งรวมถึงสวรรค์ในศาสนาฝรั่งด้วย)

วิธีการเรียนแบบมุ่งหมายกามคุณ 5 เป็นหลักนี้แหละ คือวิธีที่ฝรั่งใช้เรียนใช้สอนสืบๆ กันมา ตั้งแต่สมัคยุคโบราณ ซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างจากวิธีของศาสนาพุทธ รวมไปถึงพราหมณ์ เพราะศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเป็นต้นแบบวิธีเรียนของพุทธนั้น จะเรียนและสอนกันโดยมุ่งหมายให้เลิกคิดถึงกามคุณ 5 เพื่อเตรียมตัวตายแบบไม่ต้องเกิดมามีทุกข์ แต่ให้เกิดแบบมีความสุขนิรัดร์แทน. ดังนั้น พวกพราหมณ์ที่บำเพ็ญพรตเป็นนักบวช จึงต้องพยายามไม่คิดถึงกามคุณ 5 ทำให้คนพวกนี้มีสติ มีปัญญา ทรงจำสิ่งต่างๆ ได้ ระลึกถึงได้ โดยไม่ต้องบันทึก จึงเรียนสอนแบบมุขปาฐะสืบๆ กันมาได้.

ส่วนศาสนาพุทธ ซึ่งใช้วิธีการเรียนการสอนแบบมุ่งหมายออกจากกามคุณ 5 แตกต่างจากพราหมณ์แค่ที่ว่า พุทธเราเตรียมตัวตายแบบไม่ต้องเกิดอีกเลย ก็จะสอนแบบมุขปาฐะเช่นกัน.

หลังจากนั้นผ่านไป 2 พันปี เมื่อฝรั่งเข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนาจริงจังในสมัยล่าอาณานิคม ก็ไม่ได้ศึกษาด้วยวิธีแบบมุขปาฐะ เพื่อออกจากกามคุณ 5 เพราะจุดประสงค์ที่ศึกษา ก็เพื่อมากอบโกยทรัพยากร(=กามคุณ 5)จากประเทศที่นับถือศาสนาพุทธอยู่แล้ว. จึงศึกษาพระพุทธศาสนาด้วยวิธีของตนเองแบบฉาบฉวย จนเกิดข้อสรุปที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานมากมาย เช่น ข้อสรุปว่า "อภิธรรมและอรรถกถาแต่งขึ้นสมัยตติยสังคายนา" เป็นต้น ซึ่งล้วนขัดแย้งกับหลักฐานต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ (ที่ข้าพเจ้าได้เคยอธิบายไว้แล้ว ในลิงก์นี้).

ข้อสรุปของฝรั่งนั้น ไม่มีผลต่อประเทศที่ศึกษาด้วยระบบมุขปาฐะแบบพม่าเลย เพราะคนที่เรียนมาแบบมุขปาฐะ ล้วนแต่เห็นชัดว่า ฝรั่งอธิบายขัดกับเหตุผลข้อเท็จจริงในหลักฐานทางประวัติศาสตร์แค่ไหน.

นี่คือที่มาที่ว่า ทำไมฝรั่ง ถึงเข้าใจอภิธรรมผิดๆ.

มุขปาฐะในสมัยพุทธกาล บังคับให้มีอรรถกถามาตั้งแต่สมัยพุทธกาล

ถามว่า แล้วเราจะเชื่อมูลอรรถกถาได้อย่างไร ว่ามูลอรรถกถาเอง มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล? 
ตอบว่า ในระบบมุขปาฐะ อรรถกถาจะถูกสอนหลังจากท่องจำพระพุทธพจน์ได้เรื่องหนึ่งแล้ว. ดังนั้น เมื่อการท่องจำพระพุทธพจน์มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล การสอนอรรถกถาก็ต้องมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลเช่นกัน. ในอรรถกถาจึงกล่าวประวัติไว้ว่า "มูลอรรถกถา คือ อรรถกถาที่มีมาตั้งแต่พุทธกาล" 
อีกอย่าง ที่อรรถกถาบันทึกแยกไว้ว่า "ในอรรถกถาทีฆนิกายอธิบายอย่างนี้ แต่ในอรรถกถามัชฌิมนิกายอธิบายต่างกัน" และที่แยกไว้ว่า "ทีฆนิกายทรงจำมาในสายพระอานนท์ มัชฌิมนิกายทรงจำมาในสายพระสารีบุตร" เป็นต้น ทั้ง 2 อย่างนั้น ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า อรรถกถามีมาตั้งแต่พุทธกาล เพราะถ้าอรรถกถาทั้งหมดถูกแต่งขึ้นพร้อมๆ กันในสมัยตติยสังคายนา ก็ไม่ควรมีการแยกมติของมูลอรรถกถาออกจากกัน แต่ที่มีการแยกออกจากกัน ก็แสดงว่าอรรถกถามีการทรงจำแยกกันมาในสำนักต่างๆ กัน ก่อนตติยสังคายนาแล้ว.

สำนวนอภิธรรม ไม่เหมือนพระสูตร เพราะเป็นสำนวนจากสำนักของพระสารีบุตร ที่พระพุทธเจ้าสอนตามอัธยาศัยของพระสารีบุตร

  • พระสูตร คือ สิ่งที่พระอานนท์เรียนจากพระพุทธเจ้า, 
  • อภิธรรม คือ สิ่งที่พระสารีบุตรเรียนจากพระพุทธเจ้า, 
  • การย่อขยายพระสูตร คือ สิ่งที่พระมหากัจจายนะเรียนจากพระพุทธเจ้า. 


พระพุทธเจ้าสอนธรรมะตามอัธยาศัยผู้เรียน. 

  • พระอานนท์มีอัธยาศัยพหูสูตร ถูกตั้งไว้ในเอตทัคคะด้านพหูสูตร จึงทรงสอนแบบให้ท่องจำมากๆ จึงเรียบเรียงออกมาได้เยอะมากแบบสุตตันตปิฎก. 
  • พระสารีบุตร มีอัธยาศัยด้านปัญญา ถูกตั้งไว้ในเอตทัคคะด้านปัญญา จึงทรงสอนให้ใช้ปัญญา (ปรัชญา) คิดวิเคราะห์มากๆ จึงเรียบเรียงออกมาได้วิจิตรพิศดารมากแบบพระอภิธรรม ปฏิสัมภิทามรรค นิทเทส. 
  • พระมหากัจจายนะ มีอัธยาศัยด้าน ด้านย่อขยายพระสูตรมาก จึงเรียบเรียงออกมาได้เป็นเนตติปกรณ์. 


ในอภินวอรรถกถาระบุว่า มูลอรรถกถาทรงจำมาคู่กับพระไตรปิฎกตั้งแต่ครั้งพุทธกาล (เพราะต้องเรียนคู่กันเป็นอุทเทส กับ นิทเทส) ซึ่งในมูลอรรถกถา ระบุว่า อภิธรรมนี้ เรียนกันมาในสำนักของพระสารีบุตร. ดังนั้น การที่สำนวนของพระอานนท์ผู้เรียบเรียงพระสูตร จะต่างจากพระสารีบุตร ที่เรียบเรียงพระอภิธรรม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมตามอัธยาศัยของแต่ละบุคคล ไม่ใช่สักแต่ว่าแสดงมั่วๆ ไป เพราะทรงเป็น "ภควา (ครูที่ดีที่สุด)" ดังกล่าวมานี้.

พระอุบาลี เอตทัคคด้านวินัยปิฎก ก็เรียนอภิธรรมจากพระสารีบุตร

ชื่อของปัจจัยต่างๆ ในคัมภีร์ปัฏฐานของพระสารีบุตร ก็ปรากฎใน คัมภีร์ปริวารของพระอุบาลี เช่นกัน ที่สำคัญ คือ ลักษณะที่ใช้ศัพท์ก็ไม่เหมือนกัน จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า คล้ายกับการที่ 18 นิกายก่อนตติยสังคายนา มีอภิธรรมแต่อธิบายไม่ตรงกัน เพียงแต่ปริวารกับปัฏฐาน อธิบายคนละนัยยะกันจึงไม่ขัดแย้งกัน แต่ของ 18 นิกายนั้น มุ่งอธิบายนัยยะเดียวกัน แต่กลับอธิบายขัดกัน.

ในลิงก์เรื่องกฐินจากพระไตรปิฎกเล่ม 8 นี้ คือ ข้อความในปริวาระ ที่มีชื่อของปัจจัยจากปัฏฐาน ปรากฎอยู่:
http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=08&siri=104#404

ส่วนมหาโคสิงคสาลสูตรนี้ คือ พระสูตรที่แสดงว่า พระอัคคสาวกทั้งหลายนิยมไปฟังธรรมกับพระสารีบุตรกัน:
www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=12&A=6877&Z=7105

ถ้าอภิธรรมไม่มีมาก่อนตติยสังคายนา 18 นิกายที่มีมาก่อนตติยสังคายนา จะเถียงกันเรื่อง อภิธรรม จนเกิดกถาวัตถุปกรณ์ได้อย่างไร?

ตามประวัติศาสตร์แล้ว นิกายอื่นๆ ก่อนครั้งตติยสังคายนา ก็มีอภิธรรมเช่นกัน แม้จะแตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อยก็ตาม. 
ซึ่งที่ต่างกัน ก็เพราะอภิธรรมทรงจำกันมาเฉพาะในสำนักสายพระสารีบุตรที่เรียนมาจากพระพุทธเจ้าโดยตรง แต่ก็มีการสอนในสำนักอื่นด้วย เพราะในมหาโคสิงคสาลสูตรแสดงไว้ชัดเจนว่า พระอัคคสาวกต่างๆ มักจะพากันไปฟังธรรมะที่สำนักของพระสารีบุตรเสมอๆ.  
เพียงแต่อภิธรรมของสำนักอื่นๆ อาจจะไม่ได้เรียนสมบูรณ์เท่ากับลูกศิษย์ที่ติดตามพระสารีบุตร ทำให้สองร้อยปีต่อมา ในสมัยตติยสังคายนา เกิดข้อโต้แย้งในอภิธรรม จนมีการแต่งคัมภีร์กถาวัตถุขึ้น.
ซึ่งมีแค่ปกรณ์นี้ ปกรณ์เดียวเท่านั้น ที่แต่งขึ้นในสมัยตติยสังคายนา และอรรถกถาก็แสดงประวัติแยกไว้ชัดเจน ส่วนปกรณ์ 6 ที่เหลือ ล้วนสอนกันมาในสำนักของพระสารีบุตร ตั้งแต่สมัยพุทธกาลทั้งสิ้น จนมีอภิธรรมปรากฎอยู่ในนิกายต่างๆ ก่อนตติยสังคายนาหลายนิกาย. 
ถ้าไม่มีมาก่อน ก็คงไม่อาจพบอภิธรรมในนิกายอื่นๆ ที่ถูกชำระกันตามที่ปรากฎในกถาวัตถุปกรณ์ ที่เรียบเรียงขึ้นในตติยสังคายนาแน่ๆ.

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ทำไมจงกรมสมัยนี้ เดินช้าๆ, และประวัติศาสตร์ศาสนาพุทธไทยในยุคมืด.

ถาม: ทำไมจงกรมสมัยนี้ เดินช้าๆ?
ตอบ: มันเป็นจงกรมแบบพม่าผสมไทย ครับ.
จริงๆ แล้วที่พม่าสายเคร่งๆ เช่น pa-auk จะเป็นแบบพระป่าโบราณ ที่ทำตามพระไตรปิฎก อรรถกถา อย่างเคร่งครัด คือ เดินปกตินี่แหละ เพื่อพิจารณากรรมฐาน, พระป่าสมัยนี้บางสายที่ผมเคยไปอยู่ด้วยมา ก็ยังเดินจงกรมความเร็วปกติอยู่ครับ.
ที่นี้ ช่วงที่บาลีน้อยบูมเมื่อร้อยกว่าปี, พระป่าก็ทิ้งบาลีใหญ่ กับอภิธรรม และแนวที่สืบๆกันมาแต่โบราณ ไปเอาบาลีน้อย กับหลักสูตรทางโลก (มหามกุฎ มหาจุฬา).
สายบาลีน้อย ธรรมะยุคใหม่ ที่เพิ่งเริ่มเมื่อร้อยกว่าปีนี้แหละ ที่เป็นต้นกำเนิด "อะไรที่มันช้าๆ" เช่น การสวดยานคาง และรวมถึงรูปแบบต่างๆ ที่ฆราวาสจะทำตามได้ง่ายๆ คือ ทำช้าๆ เพื่อให้ฆราวาสทำตามได้. โดยไม่รู้ว่า มันจะเป็นแบบอย่างที่แย่มากๆ ให้กับพระรุ่นหลัง, กลายเป็นว่า พระสมัยนี้ ทำแบบนั้นหมดเลย. ระบบการศึกษาแบบโบราณล่มหมด พระรุ่นหลังเลยได้แต่อ้างว่า ทำนั่นไม่ได้ ทำนู่นไม่ได้ (แล้วทำไมบางวัดเขาทำกันได้ ไม่ต้องอ้างอะไร?).
ผลคือ ข้อปฏิบัติที่สืบมาแบบพระป่าโบราณมันขาดช่วงหายไป เหลือมาไม่ครบ. ทั้งหลักสูตรพ้นนิสสัย หลักสูตรบาลี หลักสูตรอภิธรรม, ทุกอย่างเหลือมาแบบกระท่อนกระแท่น หลวงปู่มั่น เหลือแค่สังคหะแปลไทยเล่มเดียวติดตัว (อาจจะมีเล่มอื่น แต่ไม่เหลือมาถึงลูกศิษย์เลย). หลวงปู่ฝั้น ได้อภิธรรมมาติกามา (ซึ่งอธิบายไม่ผิดองค์ธรรม แต่บางอย่างก็ไม่ตรงตำราเดิม ซึ่งบ่งบอกว่า สอนปฏิบัติได้ แต่ปริยัติไม่แน่น เป็นการบั่นทอนอายุของศาสนา เพราะ พระอรรถกถาจารย์ ท่านกล่าวไว้ว่า "ปริยัติ คือ อายุของศาสนา").
แต่ที่นี้มีพระยุคบาลีน้อยสมัยประมาณ 50-60 ปีก่อน ( ราวๆ ปี 2500 หรือ ก่อนนั้นเล็กน้อย) ที่อยากบรรลุมากๆ แต่ไม่เลื่อมใสพระป่า (เพราะพระป่าสมัยนั้น ซึ่งก็คือสายหลวงปู่มั่น ก็เจอกระแสเทคโนโลยี การเรียนยุคใหม่ และบาลีน้อย รุมเร้าอยู่เหมือนกัน ประกอบกับปริยัติไม่แน่น จึงไม่สามารถทำให้พระด้วยกันที่เป็นสายปริยัติบางรูป เกิดความเลื่อมใสได้).
พระกลุ่มนี้ ก็คือสายที่ไปเอาพระมาจากพม่า เช่น สมเด็จอาจ อาสภะ เป็นต้น ได้สายหนอขึ้นมา โดยเอามาจากสายของมหาสีสยาดอ (สายสุธรรมนิกาย ซึ่งมีปัญหาทางด้านพระวินัย จนเกิดการแยกตัวออกมาเป็นนิกายชเวจิน จากพระที่ทรงพระไตรปิฎก ปฏิบัติวินัยและกรรมฐานเคร่งครัด ในคริสตศตวรรษที่ 19, และพระที่ทรงพระไตรปิฎก และปฏิบัติพระวินัย ฌาน วิปัสสนา อย่างเคร่งครัด ก็ไม่ยอมรับพระมหาสีสยาดอ ต้นตำหรับสายหนอด้วย). นอกจากนี้ก็ยังมีฆราวาสด้วย เช่น อ.แนบ เป็นต้น.
ปัญหา คือ ได้มาแต่การปฏิบัติ กับ อภิธรรม. บาลีใหญ่ไม่ได้มาด้วย ที่สำคัญ คือ เนตติปกรณ์ซึ่งเป็นคู่มืออ่านพระไตรปิฎกที่สำคัญที่สุดอีกเล่มก็ไม่เรียนมาด้วย ดังนั้น ปริยัติที่ไม่แน่น ก็เลยยังไม่แน่นเหมือนเดิม เพราะภาษาไทยแปล ไม่ใช่ตันติภาษา รักษาสภาวะที่พระไตรปิฎก อรรถกถาพยายามจะสื่อไว้ได้ไม่หมด ต้องมาเดาความกันอีกที. (เพิ่งมาบูมทีหลังช่วงปี 2520 ที่ลำปาง วัดท่ามะโอ แล้วค่อยแผ่ออกมาจากที่นั่น ลูกศิษย์วัดท่ามะโอแผ่ไปวัดชนะสงคราม วัดจากแดง วัดมหาธาตุ วัดหาดใหญ่สิตาราม).
ทีนี้เพราะสายหนอนี่แหละ ไม่ศรัทธาวัดป่า จึงไม่รู้เหตุผลของการจงกรมซึ่งจะต้องรู้วิธีอ่านพระไตรปิฎก อรรถกถา ที่ถูกต้อง สืบๆกันมาในสายพระป่าโบราณ หรือ สายพม่า ที่เป็นสายปริยัติและปฏิบัติโดยตรง (แต่สายที่สมเด็จอาจเอาเข้ามา เป็นแค่สายอภิธรรม ซึ่งใช้คำสอนสำหนับวิปัสสนายานิก ที่เป็นอุคฆฏิตัญญู หรือ วิปปจิตัญญูขึ้นไป ไม่ใช่สำหรับเนยยะ สายนี้จะไม่เน้นการทรงพระไตรปิฎก การทำฌานการ ทำวิปัสสนาอย่างครบถ้วนทุกกระบวนการตามตำรา จึงไม่สมบูรณ์พอจะรักษาพระศาสนา).
เมื่อไม่รู้ก็เลยหาวิธีการจงกรมต่างๆ นาๆ ออกมาสอน โดยไม่ได้ให้เหตุผลที่ถูกต้อง, กลายเป็นจงกรมเพื่อสมาธิ, จงกรมแล้วก็เป็นวิปัสสนาเลย อะไรไปนู่น ออกป่าออกพงไปไกลสุดลูกหูลูกตา.
ทีนี้ ไม่รู้เรื่องจงกรม ไม่รู้เรื่องวิปัสสนาตามตำราอย่างถ่องแท้... มันก็มารวมกับการสอนฆราวาส ทั้งที่ตนเองไม่ได้รู้เรื่องวิปัสสนาจริงๆ ... ‪#‎จงกรมสมัยใหม่ก็เลยช้าครับ‬.

ช่วงตั้งแต่ ร.4 จนถึงต้น ร. 9 เป็นยุคมืดของศาสนาพุทธในไทย

ช่วงตั้งแต่ ร.4 จนถึงต้น ร. 9  เป็นยุคมืดของศาสนาพุทธในไทย
จากเดิมตามหลักฐานยังพบว่ามีผู้ทรงพระไตรปิฎก/ผู้ทรงพระอภิธรรม
สายหลวงปู่เสาร์, หรือ พระอมโร (เกิด) วัดบรมนิวาส เป็นต้น.
ช่วงนั้นผู้ทรงพระไตรปิฎกที่เคยมี ค่อยๆ อันตรธานหมดไป,
เพราะมีการยกเลิกระบบท่องจำ
แล้วไปเอาวิธีเรียนแบบฝรั่งมาใช้แทน.

เนื่องจากสมัยนั้น ไทยเราโดนพวกตะวันตกบีบบังคับมาก
ด้วยสัญญาเบาริ่ง เป็นต้น จนลามไปถึงรุกรานดินแดน
ทำให้เราต้องรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามามาก เพื่อรักษาคนในชาติ.

ทีนี้ธรรมชาติของศาสนาพุทธยุคกึ่งพุทธกาลไปแล้ว
คือ พระดีๆ จะหลบอยู่กลางป่า กลางเขา
พระราชาท่านอยู่ในเมือง ท่านก็จะเห็นแต่พระแย่ๆ
ยุค ร.4 เป็นต้นมาก็เลยทำการปฏิรูป เพราะอยากช่วยศาสนา
มีการตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์, มีการพิมพ์พระไตรปิฎกลงหนังสือ,
ยกเลิกระบบมุขปาฐะ เป็นต้น.

ปัญหา คือ พระป่าสมัยนั้นก็ทิ้งข้อวัตรของตนมาทำตามด้วย
เลยเลิกท่อง เลิกเรียนแบบมุขปาฐะ
เลิกทำตามพระวินัยที่สั่งให้ท่องจำ, 
ยังเหลือมุขปาฐะแค่ตอนสอนกรรมฐานเท่านั้น.
จากนั้นมา ผู้ทรงพระไตรปิฎก ผู้ทรงพระอภิธรรมของไทย
ก็เลยอันตรธานหมดไป ในช่วง 100 ปีนั้น
เพิ่งมาเริ่มมีอีกครั้งเมื่อ 10-20 ปีนี้เอง.

เมื่อไม่มีผู้ทรงพระไตรปิฎกคอยสอน
มันก็เลยมีพวกที่อ่านเอา ไม่ท่อง ไม่เรียนให้ครบถ้วนตามระเบียบ
ตัดเอาบางคำจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ไปคิดเอง,
บางทีก็เอาแนวคิดฝรั่ง (ซึ่งก็มั่วๆ พอกัน) มาผสม.
จึงเกิดการแอนตี้พระไตรปิฎก (บางส่วน) และอรรถกถา ขึ้น
จากการเรียนผิดวิถี และเข้าใจไม่ครบถ้วนของคนเหล่านั้น ครับ.

ผมเองก็เป็นคนเปิดูเปิดตา ศึกษาตามที่พวกนั้นพูดแล้ว
ก็ไม่เห็นว่า จะเป็นจริง อ่านดูก็รู้เลยว่า พวกเขาไม่รู้จริง
ไม่ได้ท่องจำพระไตรปิฎก, สักแต่ว่าอ่านผ่านๆ เท่านั้นเอง.
ดังนั้น แม้จะพยายามอ่านเรื่องที่พวกเขาเขียนเท่าไหร่ๆ
ก็ไม่ได้ทำให้ผมคล้อยตาม, เพราะเห็นแต่ข้อผิดพลาด คือ
พระไตรปิฎก อรรถกถา ว่าอย่างหนึ่ง,
พวกเขาก็เอาไปพูดให้เป็นอีกอย่างหนึ่ง
ตัดเอาบางอย่างไปพูด, พูดไม่หมด
เหมือนพวกคนโกหกเก่งๆ
ก็จะพูดจริงบ้าง เท็จบ้าง เพื่อหลอกให้คนเชื่อตาม.

ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว, เราสมควรจะฟัง
จะอ่านอะไรตามที่มันเป็น ไม่ต้องไปปรุงแต่งอะไร
เมื่อเข้าใจพระไตรปิฎก อรรถกถา ตามที่ตำราพยายามบอกหมดสิ้นแล้ว
จะชอบหรือไม่ชอบ ผมก็คงไม่ตำหนิ.
แต่คนที่ไม่มีผู้ทรงพระไตรปิฎกสั่งสอนเหล่านี้
กลับไม่เข้าใจพระไตรปิฎกอย่างถ่องแท้
ไม่ได้เข้าใจพระไตรปิฎกอย่างที่พระไตรปิฎกเป็น
พูดผิดๆ ถูกๆ พูดความจริงแค่บางส่วน
ฉะนั้น ผมตำหนิมาก เพราะถือว่า ไม่รู้จริง เดาเอามาพูด.

ฉะนั้นระวังโดนหลอก ครับ.
จะชอบพระไตรปิฎก หรือ ไม่ชอบก็ช่าง.
ก็ให้เกิดจากความรู้ความเข้าใจทุกอย่าง ตามที่พระไตรปิฎกเป็น.
ตามที่ผู้ทรงจำพระไตรปิฎกสืบๆกันมา (อรรถกถาจารย์) ท่านเข้าใจ.
เมื่อเข้าใจความคิดของพวกท่านตรงหมด ถูกหมดแล้ว,
จะชอบ หรือไม่ชอบ ก็เป็นสิทธิ์ส่วนตัว ครับ.
แต่อย่าอ่านบางส่วนแล้วไปเที่ยวบิดเบือน แบบคนในยุคมืด ครับ.
เพราะถ้ามันผิด, ผลเสียมันจะเกิดกะตัวเอง.
และอาจจะเดือดร้อนคนรอบข้างด้วย.

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ  * ความต่าง = ปัจจัตตลักษณะที่ถูกจิตรู้, อุปนิธานบัญญัติที่ถูกจิตรู้.  * เปรียบเทียบความต่าง = จิตทั้งขณะที่รูปรมั...