แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุทยัพพยญาณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุทยัพพยญาณ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2561

สัญญา&ปัญญา ไม่ใช่สภาพรู้ แค่มีรากศัพท์ คือ ญา ที่แปลว่า รู้ เหมือนวิญญาณ เท่านั้น

สัญญา มีกิจ คือ ทำเครื่องหมายที่เป็นปัจจัยให้ปัจจยุปบันนามธรรมหลังๆ เกิดขึ้นในอารมณ์นั้นได้อีกในภายหลัง (ปุนสญฺชานนปจฺจยนิมิตฺตกรณรสา). 
ปัญญา มีลักษณะ คือ แทงตลอดปัจจัยปัจจยุปบันและบัญญัติของปรมัตถธรรมทั้งหลาย (ธมฺมสภาวปฏิเวธลกฺขณา)[แปลตาม ปฏิสัมภิทา 4 ปฏิเวธ 5].
วิญญาณ มีกิจ คือ นำสหชาตปัจจยุปบันนามไปทำกิจในอารมณ์ (ปุพฺพงฺคมรสา).

ลักษณะใช้ทำสมูหฆนวินิพโภคะ, รสะใช้ทำกิจฆนวินิพโภคะ, ปทัฏฐานและปัจจุปัฏฐานใช้ทำสันตติฆนวินิพโภคะ. (เป็นความเห็นส่วนตัว)

ปุพพังคมรสา หมายถึง ถ้าวิญญาณไม่กิจนำหน้า คือแสดงปชานนปัจจัตตลักษณะ สัญญาจะจำไม่ได้ และปัญญาก็จะแทงตลอดไม่ได้ เพราะไม่มีข้อมูลอะไรให้จำหรือแทงตลอดเลย เจตสิกอื่นๆ ที่สัมปยุตก็เช่นกัน ทำกิจอะไรๆ ไม่ได้.

จะเห็นได้จากลักขณาทิจจตุกกะว่า วิญญาณรู้ทุกอย่างที่เป็นภูมิของวิญญาณนั้นๆ ไปแล้ว ไม่ใช่ว่า "วิญญาณรู้สีแล้วสัญญาก็เข้าไปรู้สีด้วยโดยสหชาตะ" อย่างนี้ไม่ถูก. สัญญามีหน้าที่จำ ก็แค่จำ ปัญญามีหน้าที่แทงตลอดก็แค่แทงตลอด ไม่ได้ไปรู้อะไรเพิ่มอีก. 

ต่อให้แทงตลอดอริยสัจ ขณะนั้นก็มีแค่วิญญาณเท่านั้นที่รู้ทุกอย่างในขณะมรรค ปัญญาไม่รู้อะไร, สัญญาก็ไม่รู้อะไร. แต่มัคคปัญญานั่นแหละ ที่ทำกิจแทงตลอดและเป็นปัญญินทริยปัจจัยให้วิญญาณปัจจยุปบันทำกิจนำหน้าไปรู้อารมณ์ได้. และติลักขณสัญญา อาทีนวสัญญา นิพพิทาสัญญา วิราคสัญญา นิโรธสัญญา ในโลกิยะพลววิปัสสนาญาณแหละ ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัยให้มัคคสัญญาทำปุนสัญชานนปัจจยนิมิตตกรณกิจในมัคคจิตตุปบาท เป็นสหชาตัตถิปัจจัยให้วิญญาณทำกิจนำหน้าไปรู้อารมณ์ได้. 

จากตัวอย่างข้างต้น ไม่มีการรู้ใดๆ ของสัญญา และปัญญา ซ้ำจิตอีกทีเลย มีแต่ว่า กิจของปัญญานั้นทำให้การรู้ของวิญญาณพิเศษขึ้นกว่าปุถุชนเท่านั้นเอง ในวิสุทธิมรรคตรงนั้นๆ แหละ จึงกล่าวถึงเรื่องนี้ในระดับมัคคจิต เพื่อแสดงความต่างของ 3 อย่างนี้อย่างชัดเจน โดยใช้ศัพท์ว่า "ชานน" กับ "ปาเปติ". แต่เราชอบไปอ่านกันแค่ตรงอุปมา.

ซึ่งอุปมานั้น ก็ควรจะเข้าใจใหม่ด้วย อุปมาในที่นั้น ควรจะเข้าใจอย่างนี้ว่า เมื่อเรายังเด็กทารกเราก็ค่อยๆจำไปทีละแง่ ทีละมุมตามที่จิตไปรู้ (เหมือนตอนเริ่มเรียนธรรมะใหม่ๆ)  เห็นเหรียญบนมือในเวลา 5 โมง ก็จำได้แต่สีตามที่เห็น ไม่รู้เสียงของเหรียญ ไม่รู้เวลาของเหรียญ ไม่รู้สถานที่ของเหรียญ, พอโตขึ้นมา แม้ไม่จำไปทีละอย่างๆ ก็สามารถรู้ได้หลายแง่หลายมุมทันทีในคราวเดียวที่เห็น หรือ รับรู้ ด้วยอำนาจความชำนาญของสัมปยุตตสัญญา (รวมถึงอำนาจสัมปยุตอื่นๆ ด้วย) ที่เป็นปัจจัยให้จิตตุปบาทในอัตถัคคหณวิถีวาระ นามมัคคหณวิถีวาระว่า "เหรียญบนมือในเวลา 5 โมง" (ในขณะจิตเดียว เพราะนึกถึง อัตถฆนบัญญัติ คือ เหรียญบนมือในเวลา 5 โมง จึงเป็นเอการัมมณะ คือ บัญญัติ), แต่ปัญญาจะแทงตลอดปัจจัยและปัจจยุปบันของสิ่งที่สัญญาจำและจิตรับรู้ เหมือนกับเวลาที่เราไปเป็นพ่อค้า นั่นเอง เช่น ใช้เหรียญห้าไปซื้อทองตอนนี้ อีก 5 ปีหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก มูลค่าจะเพิ่ม x เท่า (สุตมยปัญญา จินตามยปัญญาในสิปปะ ดูวิภังค์ ปัญญา 3) เป็นต้น.

ฉะนั้น อย่าไปติดแค่คำว่า "รู้" ต้องแทงตลอดธรรมะจริงๆ จะเห็นเลยว่า ใช้คำว่า "จำ" กับคำว่า "เข้าใจ/แทงตลอด" แบบภาษาไทยดีกว่า ส่วนความสับสนที่เกิดขึ้นจากรากศัพท์บาลีที่ถูกแปลมาเป็นไทยนั้น ในเมื่อต้องแปลมาเป็นไทยอยู่แล้ว ก็อย่าแปลให้มันผิดซ้ำเดิมอีก, 

อีกอย่างบทความนี้ยังเป็นบทเรียนด้วยว่า เมื่อจะแสดงธรรมให้คนอื่นเข้าใจชัดเจน ง่าย ไว ถูกต้อง ครบถ้วน รักษาศาสนาไว้ได้ ก็จะต้องเข้าใจแบบภาษาบาลี และสอนแบบบาลีเท่านั้น.

แปลวิสุทธิมรรค ตรงนั้น ให้ชัดๆ ว่า:

อะไรคือปัญญา ?
ปัญญา มีอัตถะของศัพท์ คือ ปชานนะ (ป-ปการ,ปฏิเวธ+ญา-สุฏฺฐุ ชานนํ). 
ปชานนะ นี้ คืออย่างไร? 
ปชานนะ คือ การชานนะด้วยแง่มุมต่างๆ ที่พิเศษกว่าอาการ สัญชานนะ และ วิชานนะ. อธิบายว่า แม้เมื่อสัญญา, วิญญาณ, และปัญญา จะมีภาวะชานนะเหมือนกัน (ภาวะเป็นลักขณะของสภาวะที่เป็นลักขณวันตะ ก็หมายความว่า ชานนะ เป็นแค่สัททบัญญัติที่จิตคิดขึ้นจากการนำ 3 นามนี้ไปเปรียบเทียบกับนามอื่นๆ เหมือนกับการนำ นมนลักขณะ ไปเปรียบกับรุปปนลักขณะ ในทิฏฐิวิสุทธินิทเทส ซึ่งท่านก็ใช้ศัพท์ว่า ฐปนํ=ตั้งชื่อ ที่ใช้ในเรื่องของสัททบัญญัติในปริจเฉทที่ 8 เรื่องสัททบัญญัติ 6 นั่นแหละ, เมื่อเทียบกับตรงนี้ ชานนํ จึงเป็นการตั้งชื่อกลุ่มขึ้นเท่านั้น แบบเดียวกับ การจัดราสิในปริเฉท 7). 

ที่เหลือ ยังไม่มีเวลาแปล.

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

มิจฉาทิฏฐิเป็นยังไง? (ทำไมอุทยัพพยญาณ ที่เห็นเกิดดับ จึงทำให้เห็นชัดปฏิจจสมุปบาท และละทิฏฐิ 2)

ความจริง คือ อุปปันนธรรม ซึ่งชื่อว่า สังขตธรรม เพราะมีปัจจัยให้ถึงสังขตลักษณะ 3.
ความคลาดเคลื่อนจากความจริง เรียกว่า "มิจฺฉา",
ความเข้าใจ เรียกว่า "ทิฏฺฐิ".
เมื่อเข้าใจคลาดเคลื่อนจากความจริงว่า "อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง, ความจริงอื่นไม่ใช่ความจริง" เรียกว่า "มิจฉาทิฏฐิ".

ป.ล. ความจริงในที่นี้ ไม่รวมโลกุตตรอุปปันนธรรม เพราะไม่เป็นอารมณ์ของมิจฉาทิฏฐิ.

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

ชื่อญาณที่วิสุทธิมรรคเอามาจากปฏิสัมภิทามรรคตั้งจากผลปรากฎของภาวนา, ไม่ใช่ชื่อที่แสดงข้อปฏิบัติ.

ชื่อญาณที่วิสุทธิมรรคเอามาจากปฏิสัมภิทามรรคตั้งจากผลปรากฎของภาวนา, ไม่ใช่ชื่อที่แสดงข้อปฏิบัติ.

ซึ่งผู้ที่เข้าใจผิดบางท่าน ก็จะเอาชื่อญาณมาแปล แล้วก็จะเอาไปปฏิบัติเลย เช่น:-

ข้อความในอุทเทส (ส่วนสารบัญหัวข้อสำหรับท่องจำ) มีอยู่ว่า:

ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปฺา อุทยพฺพยานุปสฺสเน าณํฯ
สภาพที่เข้าใจ(ชัดเจนโดยนัยยะต่างๆ)ในการตามเห็นความแปรปรวนของปัจจุบันธรรม, เรียกว่า อุททยัพพยานุปัสสนาญาณ (ญาณตามเห็นความเกิดความดับ)

คนที่ไม่รอบคอบ ก็จะคิดว่า "ก็ตามดูขันธ์ทุกอิริยาบถไง ดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ได้ญาณนี้". ซึ่งไม่ปรากฎในนิทเทส (ส่วนอธิบายขยายความ) ของญาณนี้เลย. นั่นก็เพราะชื่อของญาณนี้ และคำจำกัดความที่ยกมาข้างต้นจากอุทเทส กำลังสื่อถึงจุดสุดยอดที่จะได้เมื่อปฏิบัติตามข้อความในนิทเทสที่ยังไม่ได้ยกมาแสดงในอุทเทสที่ยกมานี้ ไม่ใช่ชื่อที่แสดงข้อปฏิบัติ. แต่คนอ่าน ก็ตีความไปก่อนเองแล้วว่า แค่อุทเทสนี่แหละข้อปฏิบัติ เพราะอ่านข้อความในส่วนขยาย คือ นิทเทสแล้วไม่เข้าใจนั่นเอง.

บางคนตีความย้อนยอกตำราไปอีกว่า ก็ดูอิริยาบถ ดู กาย ดูจิตไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เห็นอวิชชาตัณหา กรรม อาหาร เป็นต้น ที่เป็นเหตุของอุปาทะขณะของรูป เป็นต้น เองแหละ. กลายเป็นเอาเหตุไปเป็นผล เอาผลไปเป็นเหตุ. กลายเป็นเหมือนเรือที่จะวิ่งเข้าฝั่งโน้นดีๆ ตามคำสอนในตำรา ก็พลิกกลับมาเข้าฝั่งนี้ อยู่ในวัฏฏะต่อไปอีกเหมือนเดิม.

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ถูก: "พิจารณาเห็นเหตุเกิดเหตุดับแห่งกายด้วยอุทยัพยญาณ" ผิด: "พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความดับ ในกายอยู่"

เหตุใดประโยคนี้จึงแปลผิด: "พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้น (สมุทยะ) ทั้งความดับ (วยะ) ในกายอยู่"
  1. ตอบโดยสภาวะ: สัตว์ที่ไม่มีปัญญาก็เห็นความเกิด ความดับอยู่ตลอดเวลา เพราะตัวอย่างเช่น เมื่อตาเห็นสี ย่อมเห็นสีทั้งอุปาทะ ทั้งฐิติ และทั้งภังคะ, ตาไม่สามารถเลือกจะเห็นแต่ฐิติขณะได้เลย. แต่คนเราก็เห็นสีอยู่ทั้งวัน, การเห็นความเกิดความดับจึงไม่ใช่ปัญญาเสมอไป. ดังนั้น การเห็นเช่นนี้ จึงเป็นการเห็นระดับที่อรรถกถา อ. มหาสติปัฏฐานสูตร กล่าวไว้ว่า "สุนัขก็รู้จิต รู้เวทนาได้". 
  2. ตอบโดยลักษณะการใช้ศัพท์ในตำรา: ความเกิด ในพระไตรปิฎกอรรถกถาและฏีกา ใช้ศัพท์ว่า นิพพัตติลักขณะ  และ ความดับ ใช้ศัพท์ว่า วิปริณามลักษณะ. ส่วนศัพท์ว่า สมุทยะ ในประโยคนี้ เมื่อใช้ในที่แสดงวิปัสสนาญาณ ท่านจะหมายถึงเหตุแห่งนิพพัตติลักษณะเสมอ ซึ่งเหตุแห่งนิพพัตติลักษณะก็ไม่ใช่ตัวนิพพัตติลักษณะตามที่อธิบายในข้อต้น. วยะ-ศัพท์ ก็เช่นเดียวกัน โดยศัพท์นี้เมื่อมากับสมุทยะในที่เป็นวิปัสสนา ให้แปลความหมายเดียวกับคู่ สมุทยะ-นิโรธะ.
  3. ตอบโดยหลักฐานในอรรถกถา: ไม่สอดคล้องกับอรรถกถา อรรถกถาอธิบายคำนี้ด้วยองค์ธรรมที่เป็นเหตุแห่งความเกิดความดับด้วย, (อวิชชา ตัณหา กรรม เป็นต้น หรือ ธรรมเป็นเหตุเกิดอัสสาสะปัสสาสะ เป็นต้น) ส่วนองค์ธรรมที่เป็นความเกิด (อุปาทขณะ) ความดับ (ภังคขณะ) นั้น ก็เห็นเป็นผลของธรรมะศัพท์นี้อีกที คือ ไม่ได้เห็นแต่ความเกิดความดับ แต่เห็นเหตุแห่งความเกิดความดับด้วย.
  4. ตอบโดยหลักฐานในฉบับแปลอื่นๆ: แปลไม่ตรงกับพระไตรปิฎกแปลฉบับมหาจุฬา เพราะฉบับนั้นแปลตามฏีกา.
  5. ตอบโดยหลักฐานในฏีกา: แปลไม่ตรงกับฏีกามหาสติปัฏฐานสูตร.

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ  * ความต่าง = ปัจจัตตลักษณะที่ถูกจิตรู้, อุปนิธานบัญญัติที่ถูกจิตรู้.  * เปรียบเทียบความต่าง = จิตทั้งขณะที่รูปรมั...