แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปฏิจจสมุปบาท แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปฏิจจสมุปบาท แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561

วิญญาณ วิญญาณธาตุ มโน มนายตนะ มโนธาตุ มโนวิญญาณ มโนวิญญาณธาตุ:วินิจฉัย

ปัญจวิญญาณธาตุ (ทรงไว้ซึ่งกิจของตน+กิจคือการน้อมไปรู้เท่านั้น) + มโนธาตุ (ทรงไว้ซึ่งกิจของตน+กิจคือการน้อมไปรู้เท่านั้น)

คือ จิตน้อมไปรู้กามคุณ 5 ที่เป็นสภาวะธรรมอย่างเดียว ไม่สามารถคิดประมวลอะไรได้ ไม่ว่าจะทำดีทำชั่ว หรือคิดบัญญัติอะไรก็ไม่ได้เลย. ทั้ง มโนธาตุ และ วิญญาณธาตุข้างต้น จึงใช้ในความหมายเดียวกัน คือ แค่น้อมไป ไม่คิด ไม่คำนวนใดๆ เป็นไปด้วยอำนาจกรรมที่ให้เกิด จักขุวัตถุอินทรีย์ (เฉพาะทวิปัญจวิญญาณจิต) และด้วยอำนาจกรรมี่ทำให้เกิดจักขุวิญญาณ/สัมปฏิจฉัน-วิปากมนินทรีย์, จึงไม่ต้องมีวิริยะฉันทะ เพราะทำตามอำนาจของปุเรชาตกัมมชปัจจัย กัมมปัจจัย สหชาตวิปากปัจจัย จึงไม่ได้ใคร่ทำการคิดประมวลอะไรในแบบที่มโนวิญญาณธาตุคิดได้ ทำตามที่ถูกปัจจัยที่มีกำลังมาก อย่างกัมมปกตูปนิสสยปัจจัยทั้งหลาย กัมมชวิปากปัจจัย กัมมชรูป ทำให้เกิดเท่านั้น ปัจจัยที่มีกำลังน้อยกว่า อย่างวิตกวิจารอธิโมกข์วิริยฉันทะเป็นต้นจึงไม่ต้องเกิดช่วยในจิตเหล่านี้.
อธิบายเป็นตัวอย่างได้ว่า จะวิริยะกับฉันทะเพื่อทำกรรมแบบชวนะก็ไม่ได้, และไม่สามารถวิริยะกับฉันทะเพื่อใคร่ครวญแบบอเหตุกกุสลสันตีรณมโนวิญญาณจิต ว่า "อารมณ์นี้เป็นอติอิฏฐารมณ์ ควรให้เกิดปีติโสมนัส". ฉะนั้น วิญญาณธาตุ/มโนธาตุเหล่านี้ จึงสักแต่ว่าน้อมไปรู้เท่านั้นจริงๆ ไม่ใคร่ครวญก่อนทำอะไรใดๆทั้งสิ้น กรรมและปัจจัยแวดล้อมมาอย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้น สหชาตปัจจัยไม่ช่วยให้จิตเหล่านี้คิดเองแบบมโนวิญญาณธาตุได้เลย.
ฉะนั้น สัมปฏิจฉันนวิปากจิต 2 จึงเป็นแค่ มโนธาตุ (จิตที่รับปัญจารมณ์จากทวิปัญจวิญญาณ+เป็น+การทรงไว้ซึ่งกิจของตน+คือการน้อมไปรู้เท่านั้น), และปัญจทวาราวัชชนกิริยาจิต 1 เป็นแค่ มโนธาตุ (จิตที่รับปัญจารมณ์จากภวังคุปัจเฉทวิปากจิต+เป็น+การทรงไว้ซึ่งกิจของตน+คือการน้อมไปรู้เท่านั้น)
อนึ่ง, ภวังคุปัจเฉทะไม่รู้ปัญจารมณ์แต่ได้รับปกตูปนนิสสยปัจจัยจากการกระทบระหว่างจักขุวัตถุกัมมชรูปอินทริยปัจจัย กับ รูปารมณ์, จึงทำกิจเป็นอนันตรูปนิสสยปัจจัยให้ปัญจทวาราวัชชนะที่เกิดถัดมาต้องทำวิตกวิจารอธิโมกข์เพื่อไปรับรู้รูปารมณ์นั้นโดยตรง.

อุปมา: 

เหมือนอุบาสกคนหนึ่งขณะสนทนาธรรมกับสามเณรรูปหนึ่งที่หันหน้าเข้าหากัน โดยที่อุบาสกหันหลังให้พระอรหันต์รูปหนึ่งที่เพิ่งเดินมาโดยไม่รู้มาก่อน พออุบาสกซึ่งหันหลังอยู่เห็นอากัปกิริยาเปลี่ยนไปของสามเณรที่เห็นพระอรหันต์ที่กำลังเดินเข้ามารูปนั้น ก็เป็นปัจจัยให้อุบาสกหันหลังกลับไปมองพระอรหันต์แล้วกราบไหว้ จากนั้นก็พากันหลับตาตั้งใจฟังเทศนาของพระอรหันต์, ตามอุปมานี้ สามเณรที่หันหลังดุจจักขุวัตถุ, พระอรหันต์ดุจรูปารมณ์, อุบาสกขณะเห็นอากัปกิริยาของสามเณรเปลี่ยนไปดุจภวังคุปัจเฉท,ะ อุบาสกขณะที่หันไปมองพระภิกษุ ดุจปัญจทวาราวัชชนวิตกวิจารอธิโมกข์สหคตจิต เพราะรู้ด้วยปัญจทวาราวัชชนะจิตที่เกิดจากภวังคุปัจเฉทะแล้วว่าจะรับรู้อารมณ์ทางปสาทะ เพียงแต่ยังไม่เห็นอารมณ์นั้นด้วทวิปัญจวิญญาณจริงๆ, อุบาสกขณะแรกที่เห็นพระอรหันต์ทางจักขุนทรีย์กัมมชรูป ดุจจักขุวิญญาณที่รับรู้รูปารมณ์โดยไม่ต้องมิวิตกวิจารอธิโมกข์, อุบาสกขณะแรกที่หลับตาแต่ยังรู้พระอรหันต์ได้ ดุจสัมปฏิจฉันนะจิตที่รู้รูปารมร์ได้โดยไม่ได้อาศัยจักขุนทรีย์ แต่อาศัยจักขุวิญญาณินทรีย์ เป็นอนันตรูปนิสสยปัจจัย  อาศัยกัมมปัจจัย และอาศัยสหชาตวิปากปัจจัย เกิดขึ้นรู้รูปารมณ์โดยไม่ต้องอาศัยจักขุสัมผัสสะที่จักขุปสาทะโดยตรง.

อนึ่ง, ที่ท่านใช้มโนธาตุ กับ วิญญาณธาตุแยกกัน ทั้งที่เป็นแค่สภาพน้อมรู้ไปเหมือนกัน เพราะทวิปัญจวิญญาณเกิดทางอุปัตติทวารโดยมีกัมมปัจจัยและสหชาตวิปากปัจจัยเป็นหลัก. แต่ปัญจทวาราวัชชนะจิตและสัมปฏิจฉันนะจิตนั้น แม้ไม่ได้ถึงพร้อมด้วยปัจจัยมีกำลังเท่าทวิปัญจวิญญาณธาตุนั้นก็จริง แต่ก็ทำหน้าทีแค่นั้น ไม่ได้รู้ ไม่คิดใคร่ครวญประมวลใดๆ มีวิตกวิจารอธิโมกข์มาช่วยแค่ให้น้อมไปรู้ได้แบบทวิปัญจวิญญาณธาตุเท่านั้น, พระพุทธเจ้าจึงใช้ศัพท์ว่าวิญญาณธาตุ กับ จิต 5 ทวารแรก จากนั้นจึงใช้คำว่า มโนธาตุกับจิตที่ทำกิจแบบวิญญาณทางทวารสุดท้าย เพื่อแยกความเหมือนกันนี้ออกจากกัน เพราะปัจจัยต่างกัน และมโนธาตุทวารสุดท้ายนี้ก็ไม่ได้แสดงโดยอุปัตติทวารเหมือน 5 ทวารแรกด้วย. จากนั้น จึงแสดง มโนวิญญาณธาตุอีกศัพท์ เพราะมโนวิญญาณธาตุเป็นวิญญาณที่ไม่ใช่แค่น้อมไปรู้อย่างที่วิญญาณธาตุ  และ มโนธาตุ เหล่านั้นเป็น, แต่มโนวิญญาณธาตุเป็นวิญญาณที่คิดใคร่ครวญด้วย, เป็นไปตามความหมายของ มโน และ วิญญาณ รวมกัน ก็คือ เมื่อรู้ด้วยวิญญาณธาตุ 5 กับมโนธาตุ 3 ในช่วงแรกของวิถีวาระแล้ว (ปัญจทวาราวัชชนะ ทวิปัญจวิญญาณ สัมปฏิจจฉันนะ) ก็ถึงจะมารู้ด้วยมโนวิญญาณอีกทีหนึ่ง.

ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ทำไมอรรถกถาสฬายตนวิภังคสูตร จึงกล่าวว่า เว้น ทวิปัญจวิญญาณจิต จิตที่เหลือเป็นมโนวิญญาณ? 

ตอบว่า เพราะในสฬายตนวิภังคสูตรนั้น กล่าวถึงมโนปวิจาร ว่าเป็น มโน วิตก วิจาร, ดังนั้น มโนธาตุซึ่งมีวิตกวิจาร จึงนับเป็นมโนวิญญาณด้วย. และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ มโน ในคำว่า "อาศัยมโนกับธรรมะจึงเกิดฯลฯ"  จะหมายถึง วิตก วิจาร ที่ประกอบกับมโนธาตุ 3 ไปก็ได้, พระพุทธเจ้า จึงตรัสว่า มโนปวิจาระ ไว้ในสูตรนั้น และพระสารีบุตรจึงอธิบายสฬายตนวิภังสูตรไว้ในอรรถกถาเช่นนั้น. แต่ในสูตรอื่นให้ถือเอาตามวิสุทธิมรรคและปฏิสัมภิทามรรคนั่นแหละ.

ถามว่า ถ้าเช่นนั้นแล้วมโนวิญญาณธาตุของอรูปพรหมเล่า ทำไมเรียกมโนวิญญาณธาตุได้ ทั้งๆ ที่ในภพนั้นไม่มีทวิปัญจวิญญาณธาตุ และไม่มีมโนวิญญาณธาตุ, และจิตทางมโนทวารเล่า ทำไมจึงเรียกมโนวิญญาณธาตุ ทั้งๆที่ไม่ได้มีทวิปัญจวิญญาณธาตุและมโนธาตุในมโนทวารวิถีวาระ.

ตอบว่า ทั้งสองคำถามตอบอย่างเดียวกัน คือ เพราะอรูปพรหมจิตและจิตทางมโนทวารวาระทั้งหมด ล้วนได้ปกตูปนิสสยปัจจัยจาก ทวิปัญจวิญญาณธาตุและมโนธาตุทั้งสิ้น. อธิบายว่า ไม่อาศัยกามคุณ 5 ครั้งยังเป็นกามบุคคล ก็ทำรูปฌานไม่ได้ เมื่อไม่มีรูปฌาน ก็ยังอรูปฌานให้เกิดไม่ได้ เมื่อไม่มีอรูปฌานก็ไปเกิดในอรูปภพไม่ได้, ฉะนั้น อรูปพรหมจึงได้ปกตูปนิสสยปัจจัยจากกามคุณโดยประการอย่างนี้ จิตของอรูปพรหมจึงเรียกมโนวิญญาณธาตุ แม้ไม่มีทวิปัญจวิญญาณธาตุและมโนวิญญาณธาตุในอรูปพรหมก็ตาม. ในมโนทวารวิถีวาระก็ทำนองเดียวกัน คือ ถ้าไม่อาศัยปกตูปนิสสยปัจจัยจากการรับรู้ของมโนธาตุและทวิปัญจวิญญาณธาตุที่เกิดก่อนๆ แล้วไซร้ มโนวิญญาณธาตุทั้งปวงทั้งในวิถีวาระเดียวกัน และในมโนทวารวิถีวาระหลังๆ ก็ล้วนเกิดไม่ได้, โดยประการอย่างนี้ จิตทางมโนทวารจึงเรียกมโนวิญญาณธาตุได้ แม้ไม่มีทวิปัญจวิญญาณธาตุและมโนธาตุเกิดในวาระเดียวกันก็ตาม.

มโนวิญญาณธาตุ (ทรงไว้ซึ่งกิจของตน+คือการน้อมไปรู้ด้วย [มโน]+และการพยายามใคร่ทำการคิดใคร่ครวญตามที่น้อมไปรู้นั่นด้วย [ฉันทะ+วิริยะ+วิญญาณ])

มโนวิญญาณธาตุรู้อารมณ์ตาม มโนธาตุและวิญญาณธาตุที่เกิดก่อนๆ นั่นแหละโดยปกตูปนิสสยปัจจัย. รายละเอียดได้อธิบายแล้วข้างต้น.

มโนทวาราวัชชนจิต เป็น มโนวิญญาณธาตุ (ช่องทางเพื่อน้อมไป+จิตที่เริ่มคิดในช่องทางนั้น+เป็น+การทรงไว้ซึ่งกิจของตน+คือการน้อมไปด้วย+การรู้คิดใคร่ครวญตามที่น้อมไปรู้นั่นด้วย)

มโนทวาราวัชชนจิต ทั้งน้อม(มโน) ทั้งคิดประมวล(วิญญาณ) ตามปกตูปนิสสยปัจจัย คือ มโนธาตุและทวิปัญจวิญญาณธาตุที่เกิดก่อนๆ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นปัจจัยแก่ชวนะให้ทำกรรมได้ และเพราะเหตุนั้นจึงรู้บัญญัติได้.

รายละเอียดได้อธิบายแล้วข้างต้น.

ภวังคจิต เป็น มโนวิญญาณธาตุ (จิตที่เป็นองค์รักษาภพนั้นๆ ไว้+เป็น+การทรงไว้ซึ่งกิจของตน+คือการน้อมไปด้วย+การรู้คิดใคร่ครวญตามที่น้อมไปรู้นั่นด้วย)

รายละเอียดได้อธิบายแล้วข้างต้นในเรื่อง มโนวิญญาณธาตุ.

ถามว่า ภวังคจิตคิดใคร่ครวญอะไรจึงจัดเป็นวิญญาณธาตุ?

ตอบว่า ภวังคจิตคิดใคร่ครวญตามที่ปฏิสนธิกรรมจัดแจง.

ถามว่า ถ้าภวังคจิตคิดอยู่ดังว่ามา ทำไมเราจึงไม่รู้เรื่องที่ภวังคจิตคิด?

ตอบว่า เพราะเราเคยชิน(ชำนาญ)กับเรื่องเหล่านั้น และเพราะการให้ผลของกรรมเป็นเรื่องละเอียดมากเกินความเข้าใจของคนธรรมดา. ภวังคจิตคิดรักษาภพชาติให้ดำรงค์อยู่ตามอำนาจปฏิสนธินานักขณิกกัมมปัจจัย ยังให้เกิดสหชาตวิปากจิตตชรูป ยังให้เกิดอนันตรูปนิสสยภวังคจิตหลังๆ ยังให้เกิดอาวัชชนะแบบพระอรหันต์ เป็นต้น. อุปมาเหมือนพระอรหันตภิกษุ แม้เมื่อไม่ได้ใช้เวลาคิดเลยว่า "เราจะนุ่งอย่างนี้ เราจะพูดอย่างนี้ เราจะทำอย่างนี้ "แต่ท่านก็ย่อมดำเนินชีวิตแบบพระอรหันต์ได้ไม่ผิดเพี้ยน, เพราะว่าได้เกิดเป็นพระอรหันต์แล้ว ความสิ้นกิเลสย่อมทำให้คิดโดยไม่มีกิเลส และจิตตชรูปต่างๆ ก็เกิดตามจิตที่ไม่มีกิเลสนั้นๆ ได้ โดยไม่ต้องใช้เวลาคิดเลย (คิดใคร่ครวญ แต่ไวมากจนเหมือนกับไม่ได้คิด).

ทำไมมนายตนะท่านจึงอธิบายว่า จิตทั้งหมด 89/121 เล่า ทำไมไม่อธิบายเหมือนมโนธาตุ?

เพราะมนายตนะ เป็น อายตนะที่ 6 แห่งสฬายตนะในปัจจุบันอัทธาปฏิจจสมุปบาท ซึ่งตามสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรคนั้น มนายตนะ เป็นวิญญาณ 32 แห่งวิญญาณปฏิจจสมุปบาทในปฏิสนธิกาล  และ เป็นวิญญาณ 121 ในปวัตติกาล กล่าวคือ วิบากจิตที่เป็นปัจจุบันนัทธาปฏิจจสมุปบาท ก็เป็นมนายตนะ, ชวนจิตที่เป็นปัจจุบันนัทธาก็เป็นมนายตนะ.  เพราะเหตุนี้อายตนะจึงวิเคราะห์ศัพท์ว่า เป็นรอยต่อ/เป็นที่นำไป คือ เป็นรอยต่อของผัสสะด้วย เป็นรอยต่อของวัฏฏะด้วย เป็นรอยต่อของวิบากวัฏฏ์กิเลสวัฏฏ์ด้วย, และดังนั้น มโนธาตุจึงไม่ได้อธิบายเหมือนมนายตนะ.

อนึ่ง เป็นการคิดเอาเองคร่าวๆ ครับ ถ้ามีผู้รู้ ช่วยตรวจสอบติติง คงจะเป็นประโยชน์กับผมอย่างมาก.

วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560

คำว่าสังขารในพระไตรปิฎกมีใช้ 2 แบบใหญ่ๆ คือ สังขารที่เป็นเหตุ กับ สังขารที่เป็นผล

สาเหตุที่คนอ่านสังขารต่างๆ ในพระไตรปิฎกแล้วสับสน ก็เพราะไม่ได้ท่องจำพระไตรปิฎกบาลี ทำให้ไม่สามารถเข้าใจโครงสร้างของสูตรได้อย่างแจ่มแจ้ง แบบที่ผู้ทรงพระไตรปิฎกในสมัยโบราณ อย่างพระอรรถกถาจารย์ ที่เรียนแบบท่องจำกันมาท่านเข้าใจ.

สังขารที่เป็นเหตุ กับ สังขารที่เป็นผล

คำว่า สังขาร ในพระไตรปิฎกมีใช้ 2 แบบ คือ สังขารที่เป็นเหตุเกิด (ของสังขารที่เป็นผล) กับ สังขารที่เป็นผล (ที่เกิดจากสังขารที่เป็นเหตุ).
สงฺขารา ปจฺจยา วิญฺญาณํ.
แปลตรงๆ: สังขารเป็นเหตุเกิดวิญญาณ.
แปลเอาเนื้อความ: สิ่งที่มีหน้าที่ปรุงแต่ง ทำการปรุงแต่ง ให้เกิดวิญญาณ.
จะเห็นได้ชัดเจนว่า คำว่า สังขารในสูตรข้างบนกำลังทำหน้าที่เป็นเหตุ(ของวิญญาณที่เป็นผล)ในประโยค.
หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ
“ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนเธอทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาเธอทั้งหลายจงทำหน้าที่ให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด”
จะเห็นได้ชัดเจนว่า คำว่า สังขารในสูตรข้างบนกำลังทำหน้าที่เป็นผลในประโยค เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน นิทานวรรค ปัจจยสูตร:
วิญฺาณํ ภิกฺขเว ... สงฺขารา ภิกฺขเว ... อวิชฺชา ภิกฺขเว อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมา ฯ อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ธมฺมา ฯ
วิญญาณเป็นสภาวะไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้น มีความ สิ้นไป มีความเสื่อมไป มีความคลายไป มีความดับไปเป็นธรรมดา.  
สังขารทั้งหลาย เป็นสภาวะไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้น มีความ สิ้นไป มีความเสื่อมไป มีความคลายไป มีความดับไปเป็นธรรมดา. 
อวิชชาเป็นสภาวะไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้น มีความ สิ้นไป มีความเสื่อมไป มีความคลายไป มีความดับไปเป็นธรรมดา (อาสวะก็เป็นเหตุของอวิชชาอีกที [โดยสหชาตปัจจัย] ดูสัมมาทิฏฐิสูตร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเรียกว่า ปฏิจจสมุปปันนะ (ผลของปฏิจจสมุปบาท).
จากสูตรข้างต้น คำว่า สงฺขตา (ถูกปัจจัยปรุงแต่ง) และ คำว่า วยธมฺมา (ซึ่งเป็นคำเดียวกับในมหาปรินิพพานสูตรที่ยกมาอ้างข้างต้น) เป็นคำขยายความของ อวิชฺชา สงฺขารา และ วิญฺญาณํ. ดังนั้น บริบทของสูตรนี้ จึงแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของปฏิจจสมุปบาท (เหตุ) และ ปฏิจจสมุปปันนะ (ผล) โดยแสดงอวิชฺชา สงฺขารา และ วิญฺญาณํ เป็นสังขารที่เป็นผล เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงคำว่าสังขารไว้ในปัจฉิมพุทโธวาท ที่ยกมาจากมหาปรินิพพานสูตรข้างต้นนั่นเอง.
เมื่อนักเรียนเข้าใจความสัมพันธ์ของคำว่าสังขาร ที่ใช้ในพระบาลีอย่างนี้แล้ว การสังเกตหน้าที่และลักษณะของกรรม (สังขารปฏิจจสมุปบาท) จากพระบาลี จึงจะเป็นไปได้.

หน้าที่ของสังขารปฏิจจสมุปบาท

จริงๆแล้ว หน้าที่ของสังขารปฏิจจสมุปบาทท่านแสดงไว้ในบาลีของนิทานวรรค ปฏิจจสมุปปาทวิภังคสูตร แล้ว ในความหมายของ สังขารที่เป็นเหตุ:
สงฺขารา ปจฺจยา วิญฺญาณํ.
แปลตรงๆ: สังขารเป็นเหตุเกิดวิญญาณ.
แปลเอาเนื้อความ: สิ่งที่มีหน้าที่ปรุงแต่ง ทำการปรุงแต่ง ให้เกิดวิญญาณ.
จากสูตรเดียวกันนี้ ท่านได้อธิบายความหมายไว้เพิ่มด้วย, เราสามารถเอาความหมายนี้ ไปค้นเพิ่มได้อีก, ความหมายที่ท่านอธิบายสังขารปฏิจจสมุปบาทไว้ คือ:
‘‘กตเม จ ภิกฺขเว สงฺขารา ตโยเม ภิกฺขเว สงฺขารา กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโร  อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว สงฺขารา ฯ
" สังขารมี ๓ ประการนี้ คือ ๑. กายสังขาร (สภาวะที่ปรุงแต่งกาย)  ๒. วจีสังขาร (สภาวะที่ปรุงแต่งวาจา)    ๓. จิตตสังขาร (สภาวะที่ปรุงแต่งใจ)
ถ้าเอาความหมายข้างต้นที่เป็นภาษาบาลีไปค้นในพระไตรปิฎก ท่านจะพบว่า ทั้งหมดล้วนพูดถึงเหตุทั้งนั้น ซึ่งจะเห็นได้ชัดใน นิทานวรรค ภูมิชสูตร ซึ่งอยู่ในเล่มเดียวกัน แสดงไว้ชัดเจนเลยว่า 'กรรมคือเจตนา, เจตนา คือ สังขารปฏิจจสมุปบาท'. ซึ่งจากตรงนี้ เราสามารถเอามาสร้างคำค้นได้ว่า กายสงฺขาร (กายกมฺม, กายสญฺเจตนา, กายทุจริต, กายสุจริต, ปุญฺญาภิสงฺขาร, อปุญฺญาภิสงฺขาร), วจีสงฺขาร (วจีกมฺม, วจีสญฺเจตนา, วจีทุจริต, วจีสุจริต, ปุญฺญาภิสงฺขาร, อปุญฺญาภิสงฺขาร), จิตฺตสงฺขาร (วจีกมฺม, วจีสญฺเจตนา, วจีทุจริต, วจีสุจริต, ปุญฺญาภิสงฺขาร, อปุญฺญาภิสงฺขาร,อาเนญฺชาภิสงฺขาร). และเมื่อค้นดูคำเหล่านี้ ก็จะพบว่า ทั้งหมดในบริบทอธิบายไปในทิศทางเดียวกัน (บางทีใช้บริบทอันเดียวกันเลย) ว่า "กรรมเป็นเหตุของวิบากและกัมมชรูป".

ล้วนเป็นผลของกรรม (วิบาก/กัมมชรูป): วิญฺญาณํ นามรูปํ สฬายตนํ ผสฺโส เวทนา 

และด้วยนิทานวรรค ภูมิชสูตร นี้เอง ทำให้เราทราบว่า วิญฺญาณํ นามรูปํ สฬายตนํ ผสฺโส เวทนา ในปฏิจจสมุปบาทนั้น ล้วนเป็นผลของกรรม คือ เป็นวิบาก/กัมมชรูป. เพราะไม่มีใครสามารถพูดได้ว่า "ขณะที่วิญญาณเกิด ไม่มีนามรูปเกิด ไม่มีอายตนะเกิด, ไม่มีผัสสะเกิด, ไม่มีเวทนาเกิด". ดังนั้นใน มัชฌิมปัณณาสก์ อนุปทสูตร จึงแสดงสิ่งเหล่านี้ไว้ว่า เป็นสหชาตปัจจัยซึ่งกันและกัน (เกิดพร้อมกันเพื่อเป็นเหตุซึ่งกันและกัน) ว่า:

อิธ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ เย จ ปฐเม ฌาเน ธมฺมา วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ ผสฺโส เวทนา สญฺา เจตนา วิญฺาณํ ๑- ฉนฺโท อธิโมกฺโข วิริยํ สติ อุเปกฺขา มนสิกาโร ตฺยสฺส ธมฺมา อนุปทววตฺถิตา โหนฺติ ตฺยสฺส ธมฺมา วิทิตา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เอวํ กิรเม ธมฺมา อหุตฺวา สมฺโภนฺติ หุตฺวา ปติเวนฺตีติ ๑- ฯ โส เตสุ ธมฺเมสุ อนุปาโย อนปาโย อนิสฺสิโต อปฺปฏิพทฺโธ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรติ ฯ โส อตฺถิ อุตฺตรึ นิสฺสรณนฺติ ปชานาติ ตพฺพหุลีการา อตฺถิ เตฺววสฺส โหติ ฯ
ภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนี้ สารีบุตรสงัดจากกามและอกุศลธรรม ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติ และสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ ก็ธรรมในปฐมฌาน คือ วิตก(ความตรึก) วิจาร(ความตรอง) ปีติ(ความอิ่มใจ) สุข(ความสุข) จิตเตกัคคตา(ความที่จิตมีอารมณ์เดียว) ผัสสะ(ความถูกต้อง) เวทนา (ความเสวยอารมณ์) สัญญา(ความหมายรู้) เจตนา(ความจงใจ) วิญญาณ(ความ รู้แจ้ง) ฉันทะ(ความพอใจ) อธิโมกข์(ความน้อมใจเชื่อ) วิริยะ(ความเพียร) สติ(ความระลึกได้) อุเบกขา(ความวางเฉย) มนสิการ(ความใส่ใจ)เหล่านั้น สารีบุตร กำหนดตามลำดับบทได้แล้ว ธรรมที่สารีบุตรรู้แจ้งแล้วเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สารีบุตรนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ได้ยินว่า ธรรมเหล่านี้ที่ยังไม่มีก็มีขึ้น ที่มีแล้ว ย่อมดับไป’ เธอจึงไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสอาศัยไม่ได้ อันกิเลสพัวพันไม่ได้ หลุดพ้นแล้ว พรากได้แล้วในธรรมเหล่านั้น มีจิตที่ฝึกให้ปราศจากเขตแดนคือ กิเลสได้แล้วอยู่ สารีบุตรนั้นรู้ชัดว่า ‘การสลัดทุกข์ที่สูงๆ ขึ้นไป ยังมีอยู่’ เธอมี ความเห็นว่า การสลัดทุกข์มีได้เพราะการกระทำธรรมนั้นให้มากขึ้น (๑)
จะเห็นได้ว่าข้อความข้างต้นแสดงเกี่ยวกับฌาน, ซึ่งในอัฏฐกนาครสูตร ฌานเป็น ปุญฺญาภิสงฺขาร และอาเนญฺชาภิสงฺขาร, ดังนั้น สหชาตปัจจัยในอนุปทสูตรนี้ จึงหมายถึง สังขารที่เป็นเหตุ แบบในปฏิจจสมุปาทวิภังคสูตรนั่นเอง. อย่างไรก็ตาม นักศึกษาควรใช้หลักสหชาตปัจจัยนี้กับสังขารที่เป็นผลในปฏิจจสมุปบาทด้วย เพราะเวลาสัตว์เกิดขึ้น ก็ต้องมีวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนาด้วยกันทั้งนั้น. เว้นจาก อสัญสัตว์, อรูปพรหม, และผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ไม่มีใครสามารถอยู่ได้โดยไม่มีพวกมันอันใดอันหนึ่งหรอก, จริงไหม?

ความสับสนของนักศึกษาเรื่องสังขาร

แต่สังขารใน ม.มู. จูฬเวทัลลสูตร นั้น ท่านกำลังแสดงสังขารที่เป็นผล. ฉะนั้นที่บางคนบอกว่า พระบาลีแสดงขัดกันระหว่างจูฬเวทัลลสูตร กับ ปฏิจจสมุปปาทวิภังคสูตร นั้น, จึงเป็นความไม่รู้จักสังขารที่เป็นเหตุ กับ สังขารที่เป็นผล ของตัวผู้นั้นเอง. ส่วนพระบาลีจริงๆ แล้วไม่ได้แสดงขัดกันเลย.

อธิบายสังขารที่เป็นผลในจูฬเวทัลลสูตร

ม.มู. จูฬเวทัลลสูตร นั้น ท่านกำลังแสดงสังขารที่เป็นผล, เพราะวิสาขอุบาสกเป็นพระอนาคามี, ส่วนธัมมทินนาเถรีก็เป็นพระอรหันต์ ซึ่งพระอริยะทั้งสองประเภทล้วนระงับตัณหาในกามคุณได้ราบคาบแล้ว. ดังนั้น วิสาขอุบาสก จึงทดสอบธัมมทินนาเถรีด้วยคำถามเกี่ยวกับฌาน ซึ่งเป็นเหตุระงับการเกิดขึ้นของตัณหาในกามคุณ 5 เสียได้. ซึ่งฌานก็ยังเป็นเหตุระงับของลมหายใจ, วิตกวิจาร, และสัญญาเวทนาอีกด้วย. ดังนั้น พระธัมมทินนาเถรีจึงตอบวิสาขอุบาสกว่า:
อสฺสาสปสฺสาสา โข อาวุโส วิสาข กายสงฺขาโร วิตกฺกวิจารา วจีสงฺขาโร สญฺา จ เวทนา จ จิตฺตสงฺขาโรติ ฯ 
“ลมอัสสาสะ(ลมหายใจเข้า) และลมปัสสาสะ(ลมหายใจออก) เป็นกายสังขาร, วิตกและวิจารเป็นวจีสังขาร, สัญญาและเวทนาเป็นจิตตสังขาร”
ที่ตอบอย่างนั้น เพราะฌานที่ 4 เป็นเหตุระงับลมหายใจเข้าออก, ฌานที่ 2 เป็นเหตุระงับวิตกวิจาร, และสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ก็แปลตรงตัวว่า การบรรลุอันระงับสัญญาและเวทนา.  ดังนั้น ในทสอริยวสธรรม ใน ทสุตตรสูตร จึงแสดงกายสังขาร(แบบเป็นผล) ว่าถูกระงับด้วยฌานที่ 4. นอกจากนี้ กายสังขาร ยังถูกใช้ในเรื่องอานาปานัสสติฌานในมหาสติปัฏฐานสูตรอีกด้วย. 2 สูตรนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะบอกว่า สังขาร 3 ในจูฬเวทัลลสูตรข้างต้น หมายถึง สังขารที่เป็นผล.

หลังจากเข้าใจอย่างนี้ เราก็จะสามารถเข้าใจได้แล้วว่า ทำไมคนที่บอกว่า "พระไตรปิฎกแสดงกายสังขารไว้ขัดแย้งกัน" จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง.

นี่แหละ ผมถึงพยายามย้ำหนักหนาว่า "สาเหตุที่คนอ่านสังขารต่างๆ ในพระไตรปิฎกแล้วสับสน ก็เพราะไม่ได้ท่องจำพระไตรปิฎกบาลี ทำให้ไม่สามารถเข้าใจโครงสร้างของสูตรได้อย่างแจ่มแจ้ง แบบที่ผู้ทรงพระไตรปิฎกในสมัยโบราณ อย่างพระอรรถกถาจารย์ ที่เรียนแบบท่องจำกันมาท่านเข้าใจ."

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559

อวิชชา 8 ข้อ อธิบายตามนัยยะของธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มหาสติปัฏฐานสูตร วิสุทธิ 7 ปฏิสัมภิทามรรค

อวิชชา 8 ข้อ คือ:

  1. ความไม่เข้าใจทุกข์ว่า ทุกข์ คือ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นของมีกิจควรอนุปัสสนาว่า "ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา" อันเรายังไม่ได้อนุปัสสนา.
  2. ความไม่เข้าใจทุกขสมุทัยว่า เหตุทุกข์คือตัณหาในอารมณ์ 6 เป็นของมีกิจควรละ ด้วยการอนุปัสสนา อันเรายังไม่ได้ละ.
  3. ความไม่เข้าใจทุกขนิโรธว่า ความดับทุกข์คือสอุปาทิเสสนิพพานธาตุในอารมณ์ 6 เป็นของมีกิจควรทำให้ประจักษ์กับใจ อันเรายังไม่ได้ประจักษ์.
  4. ความไม่เข้าใจทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาว่า "แนวทางดับทุกข์คือมรรค 8 ได้แก่ สัมมาทิฏฐิที่ทำกิจในอริยสัจจ์ 4 กำลังสะสมวิสุทธิ 5 ข้อหลังอยู่, สัมมาสังกัปปะ ที่เป็นจิตตวิสุทธิอยู่ (เพราะทำมรรค 6 ที่เหลือมาสมบูรณ์แล้ว จนจิตตวิสุทธิ์ เป็นฐานให้สัมมาทิฏฐิที่กำลังเกิดอยู่ได้), สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ที่เป็นสีลวิสุทธิมาก่อนแล้ว, สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ที่เป็นจิตตวิสุทธิมาก่อนแล้ว" เป็นของมีกิจควรทำให้เกิดขึ้นต่อเนื่องไม่ขาดสายจนมีกำลังละกิเลส (ภานากิจ) อันเรายังไม่ได้ภาวนา. 
  5. ความไม่เข้าใจอัทธาอดีตของปฏิจจสมุปบาทว่า ประกอบไปด้วยอวิชชา สังขาร แต่ละอย่างๆ มีลักษณะอย่างไร มีกิจอย่างไร.
  6. ความไม่เข้าใจอัทธาอนาคตของปฏิจจสมุปบาทว่า ประกอบไปด้วย ชาติ ชรามรณะ แต่ละอย่างๆ มีลักษณะอย่างไร มีกิจอย่างไร.
  7. ความไม่เข้าใจทั้งอัทธาอดีตและอัทธาอนาคตของปฏิจจสมุปบาทว่า มีผลและมีเหตุเป็นอัทธาปัจจุบัน คือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ปัจจุบันนัทธาเหล่านี้ แต่ละอย่างๆ มีลักษณะอย่างไร มีกิจอย่างไร.
  8. ความไม่เข้าใจปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยให้ธรรมนี้จึงเกิดขึ้นได้ คือ ไม่เข้าใจว่า อวิชชาอย่างไรเป็นปัจจัยแก่สังขารอย่างไร อวิชชาอย่างไรและสังขารอย่างไร ที่เป็นอตีตัทธาอย่างไร จึงเป็นปัจจัยอย่างไร แก่ปัจจุบันนัทธาอย่างไร และอนาคตัทธาอย่างไร เป็นต้น. (คำว่า อย่างไร ในที่นี้ ไม่ได้พิมพ์เกิน มันต้องใช้คำอธิบายอย่างนี้จริงๆ).

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2559

ต้องเข้าใจในอุจเฉททิฏฐิ และสัสตทิฏฐิให้ได้ก่อน วิปัสสนาจึงจะเริ่มเป็นภาวนา

คนที่ปฏิบัติธรรมตามพระไตรปิฎกถูกต้อง ภาวนาจะเริ่มเข้าสู่วิปัสสนาได้ ต้องเข้าใจในอุจเฉททิฏฐิ และสัสตทิฏฐิ เพราะมันคือการเข้าใจปฏิจจสมุปบาท ที่ใช้พิจารณาในอุทยัพพยญาณ ครับ. หลังจากนั้นไป ก็จะเข้าสู่วิปัสสนาภาวนาได้ ปฏิสัมภิทามรรค จึงกล่าวว่า ภังคญาณ คือ วิปัสสนาญาณ. ซึ่งภังคญาณ เป็นญาณที่ต้องเข้าใจสัสสตทิฏฐิ และ อุจเฉททิฏฐิมาก่อนแล้ว ตั้งแต่ตรุณอุทยัพพยญาณก่อนเกิดวิปัสสนูปกิเลสเสียอีกครับ.

ดูในวิสุทธิมรรค มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ตอนอุทยัพพยญาณกถา.

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2559

ที่โมจตุกกเจตสิกมี 4 ดวง เพราะโมหะไม่รู้จักบุญบาป จึงมีอหิริกะ อโนตตัปปะ และอุทธัจจะพ่วงด้วยเสมอ

เพราะโมหะ คือ ความไม่รู้เหตุ ไม่รู้ผล ไม่รู้ลำดับเหตุผล.
เหตุผลตามลำดับ คือ ปฏิจจสมุปบาท.
บาปบุญ คือ สังขารปฏิจจสมุปบาท.
โมหะ คือ ความไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท.
ฉะนั้น โมหะไม่รู้จักบุญบาป, คือ โมหะไม่รู้จักสังขารปฏิจจสมุปบาทด้วย.

เมื่อไม่รู้จักบุญบาป ก็ไม่ละอายบาป(อหิริกะ) ไม่กลัวบาป(อโนตตัปปะ) ฟุ้งซ่านไปทำบาปต่างๆ (อุทธัจจะ).

เหตุนี้แหละ เมื่อเกิดโมหะ จึงต้องมีอหิริกะ อโนตตัปปะ และอุทธัจจะ เกิดด้วยเสมอ.

และเพราะเหตุที่โมหะไม่รู้จักเหตุผล(ปฏิจจสมุปบาท)นี้เอง โมหะมูล คืออวิชชา จึงเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิจจสมุปบาท เพราะทำให้เกิดบุญบาปฝ่ายเวียนว่ายในวัฏฏะ คือ สังขารปฏิจจสมุปบาท.

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

อุปาทานในปฏิจจสมุปบาท คือ โลภะในชวนะดวงที่ 2-7, กัมมภพที่สัมปยุต จึงเป็นปัจจัยให้มี ชาติ คือ ปฏิสนธิ (อุปปัตติภพ)

อุปาทานในปฏิจจสมุปบาท คือ โลภชวนอาเสวนปัจจยุปปันนจิตตุปบาท ที่มีปฏิสนธินานักขณิกกัมมปัจจยสัมปยุตคอยเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในภพต่อๆ ไป, ได้แก่ โลภะในชวนะดวงที่ 2-7 ของโลกิยสุทธมโนทวารวิถีนั่นเอง.

ที่ตำราอภิธรรมต้องพูดถึงขั้นวิถีจิตก็เพราะต้องเอาไปอธิบายปฏิจจสมุปบาท ตรงที่ท่านเอาอดีตเหตุมาขยายในปัจจุบันเหตุว่าอุปาทาน เป็นปัจจุบันเหตุของภพ ที่เป็นอนาคตผล เพราะชวนะที่ 1 มีแต่ทิฏฐธัมมนานักขณิกกัมมสัมปยุต ไม่มีปฏิสนธินานักขณิกกัมมสัมปยุต.

ด้วยเหตุนี้แหละ ที่วิสุทธิมรรค จำเป็นต้องพูดถึงวิถีจิตบ่อยมากๆ เพราะต้องใช้พิจารณาในปัจจยปริคคหญาณขึ้นไป เวลาพิจารณาปฏิจจสมุปบาท.

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา 01

กามตัณหา- 
ติดใจรสของกามคุณโดยจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับเหตุเกิดเหตุดับหรือไม่ก็ได้.

ภวตัณหา-
ติดใจการเกิดของอารมณ์แล้วเข้าใจผิดปฏิเสธการดับ.
วิภวตัณหา-
ติดใจการดับของอารมณ์โดยเข้าใจผิดปฏิเสธการเกิด.

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ  * ความต่าง = ปัจจัตตลักษณะที่ถูกจิตรู้, อุปนิธานบัญญัติที่ถูกจิตรู้.  * เปรียบเทียบความต่าง = จิตทั้งขณะที่รูปรมั...