แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โครงสร้างแต่ละสูตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โครงสร้างแต่ละสูตร แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ปิยรูป สาตรูป

สูตรนี้ ให้สัมพันธ์บทหน้าบทหลังให้ดี ใช้หาระพาเข้าไปวิจัยบท แล้วใช้สีหวิกกีฬิตนัยกับติปุกขลนัยบรรทุกอรรถะออกมา เพื่อให้สรุปได้ว่ามหาสติปัฏฐานสูตรเป้นสูตรประเภทใด. ทำให้ได้ทุกบท จะกระจ่างเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ.

ปิยรูป สาตรูป ให้นับเป็นปัจจุบันผล 30 กับ ปัจจุบันเหตุ 30 ด้วยนันทิยาวัฏฏนัย.

ปัจจุบันผล คือ ปิยรูปสาตรูป30 คือ วิบาก 32 และธรรมที่เนื่องกับวิบากนั้นทางทวาร 6 รวมรูป เสียง เป็นต้นด้วย.

#เป็นผลที่ห้ามไม่ได้.

ปัจจุบันเหตุ 30 อุปาทานและสัมปยุตธรรมร่วมทำงาน กล่าวคือ สัญญาจำปิยรูปสาตรูป เพื่อให้สัญเจตนาจัดแจงหามาให้ตัณหาเสพ แล้ววิตก วิจาร ก็พา 4 อย่างที่เหลือ เข้าไปเสพอีกแล้วๆเล่าๆ กลายเป็นอกุศลเป็นอเนก) ครับ.

#เป็นเหตุที่ฝึกฝน ละคลายได้.

อวิชชา (อญฺญาณํ) ปกปิดญาณํให้ไม่อาจปชานาติ สิกฺขติ ปจฺจเวกฺขติ ปสฺสติ อุปสงฺหรติ คือ ไม่ให้ปัญญารู้ชำนาญในแง่มุมที่แท้จริงโดยสภาวะที่เป็นปัจจัยปัจจยุปบันบ้าง (วิปัสสนาบรรพะ) โดยสภาวะที่ข่มนิวรณ์ได้บ้าง (อานาปานัสสติ กายคตาสติ นวสีวถิกาสมถะและอุปจาระของทั้ง 21 บรรพะ). สตฺตานุปัสสี จึงกลายเป็นมิจฺฉาทิฏฐิมรรค มิจฺฉาสติมรรค มีปลายทางมากมายในวัฏฏะ.

ต่อเมื่อพระโยคีรักษาสติในสติปัฏฐานด้วยอานาปานัสสติสูตร กายคตาสติสูตร แล้วนำสมถะที่ได้นี้มาปชานาติเป็นต้นในสัจจะ 4 ตามมหาสติปัฏฐานสูตร อันเป็นวิปัสสนา ตัณหาในกรัชกาย ก็หลุดออก ดับ สละ ปล่อย พ้น หมดความติดใจ. กายานุปัสสีเป็นต้น ก็กลายเป็นสัมมาทิฏฐิ. สัมมาทิฏฐิ คือ "ปสฺสี" ที่ชำนาญจนไม่ต้อง "อนุ" เรียกว่า ทิฏฐิ ในฐานะของ ธมฺมจกฺขุ เรียกว่า ทุกฺเข ญาณํ เป็นต้น ในฐานะของปญฺญา (อนุปสฺสี ปชานาติ ปจฺจเวกฺขติ อุปสงฺหรติ ญาณํ) ที่กลายเป็นความชำนาญในขณะจิตเดียว (อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มัคคอัปปนาจิตตุปบาโท). มีปลายทางเดียว คือ นิโรธ นิพพาน ออกจากวัฏฏะ.

ถามว่าหลุดออกเป็นต้นอย่างไร?

ตอบว่า เมื่อวิปัสสนาจารจิตตุปบาท แยกสภาวะแทงตลอดด้วยปัญญา ก็ถอนอารมณ์ด้วยนามกายคือจิต จึงถอนความเห็นว่ามีสิ่งอื่นจากขันธบรรพะ ด้วยบทว่า กาเย (นิทธารณะ แบบ เอกวจนะ), กายสฺมึ, ฯลฯ ธมฺเมสุ, สมุทยธมฺมานุปสฺสี, รูปสฺส สมุทโย เป็นต้น เมื่อถอนฆนะ 4 ได้สิ้น สังขตลักษณะย่อมปรากฎ ญาณก็เห็น (อนุปสฺสี) ทุกขสัจ คือ อุปาทานขันธ์ (ขันธบรรพะ) ตามเป็นจริงได้ เพราะไม่มีอวิชชาว่า "นี้ก้อนสัตว์ ทำกิจหากินได้ตามใจ รู้อารมณ์ได้ตามใจ ล่องลอยไปเกิดไปตายตามใจนึก ดับสูญได้ตามใจนึก" เป็นต้น เหลืออยู่. เมื่อญาณทำกิจแทงตลอดได้ในทุกแง่มุม ย่อมเห็นปัจจัยปัจจยุปบัน ทั้งที่เป็นอตีตเหตุ 2 ปัจจุบันผล 5 ปัจจุบันเหตุ 3 อนาคตผล 2 (ปฏิจจสมุปบาทแบบข้ามภพชาติ ไม่ได้กล่าวในมหาสติปัฏฐานสูตร เพราะเป็นพลววิปัสสนา จึงมีเฉพาะปัจจุบันอัทธา โดยเฉพาะปัจจุบันขณะ คือ สติสัมปยุตตจิตตุปบาทที่เพิ่งดับไป ที่ต้องนำมาทำภังคญาณ, อย่างไรก็ตาม ทรงตรัสปฏิจจสมุปบาทข้ามภพชาติ ไว้ด้วยอำนาจอภิญญาคือบุพเพนิวาสานุสติญาณในกายคตาสติสูตร ที่เป็นสมถะ; อนึ่ง ที่ต้องแยกสูตรกัน เพราะมีความยาวมาก ด้วยอำนาจเป็นสีหวิกกีฬิตนัย พุทธาสยะ).

การประจักษ์อุปาทานขันธ์ในปฏิจจสมุปบาท (อาการ 50) คือ ปิยรูปสาตรูป ที่เป็นปัจจุบันผล อนาคตเหตุ ที่กำลังปรากฎอยู่ทางทวาร 6 นี้เอง ทำให้ละตัณหาในที่นี้ พังทลายในที่นี้.
เมื่อนั้นปชานาติเป็นต้น คือ อนุปัสสี ก็กลายเป็นสัมมาทิฏฐิในมัคคจิตตุปบาท และความประจักษ์ไตรลักษณ์ทางทวาร 6 ในระดับมหาสติปัฏฐานสูตรนี้ ก็ทำให้ ญา ธาตุ ทิส ธาตุ อิกฺข ธาตุ ทั้งหมดในสูตรนี้ พัฒนาไปได้ถึง "อัญญา" ในที่สุด.

สูตรนี้ ให้สัมพันธ์บทหน้าบทหลังให้ดี จะเข้าใจไม่ยาก เพราะเป็นพุทธาสยะ เป็นสีหวิกกีฬิตนัย เมื่อเชื่อมกับกายคตาสติสูตร อานาปานัสสติสูตรแล้ว ก็จะไม่มีบทไหนน่าสงสัยเหลือเลย แม้ความเห็นของพระมหาสิวะและมหาอรรถกถา ก็กลับกลายเป็นเรื่องเดียวกัน ที่ขยายกันด้วยสีหวิกกีฬิตนัย และติปุกขลนัยไปเสีย พระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถา ก็จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างไม่มีที่น่าสงสัย #จริงๆ ด้วยประการอย่างนี้.

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562

โครงสร้างมรรคสัจจนิทเทสอรรถกถา

ในมัคคสัจจนิทเทสอรรถกถา:

ตั้งแต่ "ปฏิเวธกฺขเณ ปน เอกเมว ตํ ญาณํ โหติ" ขึ้นมา เป็น เอกปฏิเวเธเนว, หลังจากนั้นไป เป็นเอกาภิสมเยน.

เพราะปฏิเวธะด้วยสัมมาทิฏฐิ (ธมฺมสภาวปฏิเวธลกฺขณํ ปญฺญินฺทฺริยํ) แต่มีสัจจะถึง 4 ท่านจึงอธิบายว่า ปุพพภาคมรรคนั้นรู้มรรคไม่ครบ 4 แต่ในมรรคขณะนั้น ปฏิเวธะด้วยอริยมัคคสัมมาทิฏฐิดวงเดียวในมัคคจิตตุปบาท.

ส่วนอภิสมยญาณกถาในปฏิสัมภิทามรรค หมายถึง มัคคสมังคีจิตตุปบาท, ฉะนั้น เอกาภิสมเยน จึงหมายถึง การประชุมขององค์มรรคทั้ง 8 พร้อมกันในมรรคจิตตุปบาทเดียว (ตามพระบาลีในอภิสมยกถาเลย ครับ)

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562

คำว่า อริยะ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรหมายถึงอะไร?

อริยะ คือ ชื่อเผ่าพันธุ์ที่รับมหาปุริสลักษณะมาจากพระอนาคามิพรหมจากยุคพระกัสสปะสัมพุทธเจ้า, พระอนาคามิพรหมบอกมหาปุริสลักษณะนี้กับฤๅษีชาวอริยกะ และมีฤๅษีชาวอริยกะบางส่วนที่ได้ตาทิพย์หูทิพย์ย้อนไปถึงยุคพระกัสสปะสัมพุทธเจ้าจึงรู้มหาปุริสลักษณะได้ด้วย, ต่อมาพวกฤๅษีและผู้มีความรู้ชาวอริยกะจึงเรียกตัวเองว่า พราหมณ์ (เหล่ากอแห่งพรหม).

คนสมัยก่อนเข้าใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ฉะนั้น พระอัญญาโกณฑัญญะ จึงรู้ว่า คำว่า อริยสัจ ใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร หมายถึง สัจจะของพระพระกัสสปะสัมพุทธเจ้าที่พระอนาคามิพรหมบรรลุแล้วนั้นนั่นเอง, และท่านพระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้บรรลุเป็นพระอริยสงฆ์สาวกได้เป็นคนแรกในที่สุด. นอกจากนี้ ในมูลเหตุเกิดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเอง ก็ยังได้กล่าวคำว่า พฺรหฺมจริยํ ไว้อีกด้วย.

ฉะนั้น คำว่า อริยะ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จึงหมายถึง "สัจจะที่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธอริยะเจ้าแสดงไว้" นั่นเอง. แต่เนื่องจากพระศาสนาของพระกัสสปะสัมพุทธเจ้าได้อันตรธานไปนานแล้ว พระอนาคามีพรหมกับฤๅษีชาวอริยกะจึงสอนได้เฉพาะมหาปุริสลักษณะโดยใส่ไว้ในพระเวท แต่ไม่อาจสอนอริยสัจได้ จนกระทั่งพระโคตมสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้น จึงได้ประกาศอริยสัจที่บรรลุได้เฉพาะพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น.

วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

หลักการอ่านมหาสติปัฏฐานสูตรและอรรถกถาให้เข้าใจ

มหาสติปัฏฐานสูตร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทางไปยังการค้นหา
สติปัฏฐานสูตร หรือ มหาสติปัฏฐานสูตร เป็นพระสูตรสำคัญในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่ชาวกุรุชนบท ชื่อว่ากัมมาสทัมมะ [1][2][3]โดยปัจจุบันเมืองกัมมาสทัมมะอยู่ในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของประเทศอินเดีย. สติปัฏฐานสูตรหรือมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นแนวทางปฏิบัตินี้มีเป้าหมายเดียว คือ การบรรลุนิพพาน.
มหาสติปัฏฐานสูตร เมื่อพิจารณาจากพระพุทธพจน์ตอนเริ่มพระสูตร อาจกล่าวได้ว่าพระสูตรนี้แสดงหลักการพัฒนาตนเพื่อเป้าหมายคือการบรรลุนิพพานสำหรับบุคคลหลายจริต หลายระดับ[4] คือให้มีสติสัมปชัญญะตามดูอารมณ์กรรมฐานไม่ขาดตอนให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง[5]เพื่อไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจกิเลสต่าง ๆ โดยมีแนวปฏิบัติเป็นขั้นตอน 4 ระดับ คือ พิจารณากาย, ความรู้สึก (เวทนา), จิต, และเหตุเกิดเหตุดับ (ธรรม).

บทวิเคราะห์ศัพท์[แก้ | แก้ไขต้นฉบับ]

มหา ​เป็น​ คุณศัพท์​ ​แปลว่า​ ​ใหญ่​
สูตร​ เป็น นามกิตก์ แปลว่า​ ​การฟัง​ ​หรือ​อาจแปลได้​อีกหลาย​ความ​หมาย​ ​แต่​ใน​ที่นี้หมาย​ถึง​พระสูตร​ใน​พระ​ไตรปิฎกหมวดสุตตันตปิฎก​ ​ซึ่ง​หมาย​ถึง​ ​สิ่งที่​ได้​ฟัง​แล้ว​จำ​มา​ได้​.
มหาสติปัฏฐานสูตร​ หมายถึง ​ ​พระสูตรที่กล่าว​ถึง​วิธี​เจริญสติปัฏฐาน​ 21 ​บรรพะ​ ​อยู่​ใน​พระสุตตันตปิฎก​ ​ทีฆนิกาย​ ​มหาวรรค​ ​เป็น​สูตรที่​ 9 ​รองสุดท้ายของวรรคนี้
สติปัฏฐานสูตร​ ​คือ​ ​พระสูตรที่กล่าว​ถึง​วิธี​เจริญสติปัฏฐาน​ ​สติปัฏฐานสูตรนี้อาจมีอยู่ในพระไตรปิฎกหลายที่​แล้ว​แต่​ท่านจะ​ตั้งชื่อ​ ​แต่ที่นิยมเอามาพูด​ถึง​ ​จะ​อยู่​ใน​พระสุตตันตปิฎก​ ​มัชฌิมนิกาย​ ​มูลปัณณาสก์​ ​กล่าว​ถึง​วิธี​เจริญสติปัฏฐาน​ 21 ​บรรพะ​เหมือน​ใน​ทีฆนิกายนั่นเอง​.

โครงสร้างสูตร[แก้ | แก้ไขต้นฉบับ]


กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
[แก้ | แก้ไขต้นฉบับ]
ในมหาสติปัฏฐานสูตรท่านได้แสดงเรื่องเกี่ยวกับสติปัฏฐานไว้อย่างละเอียด โดยแบ่งแสดงออกเป็นข้อ ๆ เรียกว่า ปพฺพ(ปัพพะ,บรรพะ, ข้อ, แบบ) โดยในพระบาลีใช้คำว่า อปิจ(อะปิจะ - อีกอย่างหนึ่ง) เป็นเครื่องหมายในการแบ่งสติปัฏฐาน 4 อย่างลงไปอีก รวมทั้งสิ้น 21 บรรพะ เริ่มที่อานาปานบรรพะ และไปสิ้นสุดที่ สัจจบรรพะ โดยเรียงตาม พระพุทธพจน์ ได้ดังต่อไปนี้ :-

กายานุปัสสนาสติปัฏฐานแสดงวิธีทำกรรมฐานด้วยการตามดูกาย 14 บรรพะ. ตามหลักเนตติปกรณ์บรรพะนี้เหมาะสำหรับการเริ่มต้นของตัณหาจริต ที่มีอินทรีย์คือปัญญาอ่อนกำลัง เพราะกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นรูปกรรมฐานเป็นของหยาบพิจารณาได้ชัดเจนง่ายกว่านามกรรมฐานใน 3 สติปัฏฐานที่เหลือ. ตามอรรถกถาของเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานและหลักเนตติปกรณ์ ผู้ที่ปฏิบัติตามกายานุปัสสนาสติปัฏฐานจนสามารถตทังคปหานหรือวิกขัมภนปหานอภิชฌาและโทมนัสได้แล้ว เท่ากับได้รูปกรรมฐานแล้ว ฉะนั้น จะต้องทำสติปัฏฐาน 3 ข้อหลังต่อด้วย, เพื่อทำปหานในอรูปธรรมด้วย ไม่เช่นนั้น อนุสัยกิเลสก็จะนอนเนืองในอรูปกรรมฐานเหล่านั้น คอยเป็นอุปปนิสสยปัจจัยแบบอารัมมณะแก่ปริยุฏฐานกิเลส. อนึ่ง ในทุกๆ ท้ายบรรพะ จะมีการทำภังคญาณในสติของจิตดวงที่ทำรูปกรรมฐานหรืออรูปกรรมฐานดับไปในวาระจิตก่อนหน้าด้วย เพราะแม้เมื่อทำกรรมฐานทั้ง 21 บรรพะจนเป็นตทังคปหานหรือวิกขัมภนปหานแล้ว แต่อภิชฌาและโทมนัสก็ยังสามารถอาศัยอยู่ในจิตที่เพิ่งทำวิปัสสนาได้. ต่อไปนี้เป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน 14 แบบ:-
1. อานาปานบรรพะ - แสดงวิธีทำกรรมฐานด้วยการตามดูลมหายใจ หรือ ที่เรียกว่า อานาปานสติ โดยพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้อย่างย่อเฉพาะฝ่ายสมถะ 4 ข้อ จาก 16 ข้อ ในอานาปานัสสติสูตร.
อรรถกถากล่าวว่า "บรรพะนี้เหมาะกับสมถยานิก[6]" เพราะเป็นกรรมฐานที่ทำให้ถึงโลกิยอัปปนาได้. ส่วนวิปัสสนาที่เหลือ 12 ข้อในอานาปานัสสติสูตร ถูกย่อไว้ในท้ายบรรพะที่แสดงวิธีการเจริญทั้งสมถะและวิปัสสนาไว้ว่า "โยคีตามเห็นเหตุเกิดในกายบ้าง ตามเห็นเหตุดับในกายบ้าง (สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา ฯลฯ)", ซึ่งอรรถกถาอธิบายข้อความนั้นไว้ 2 ส่วน คือ
  1. ส่วนสมถะ อธิบายเหตุให้เกิดลมหายใจ
  2. ส่วนภังคญาณ อธิบายนิโรธสัจของสติในจิตที่พิจารณาเหตุเกิดส่วนสมถะไป.
อนึ่ง บรรพะนี้และทุกบรรพะรวมถึงในอุทเทส แยกออกเป็น 2 ส่วน คือ
  1. ส่วนอารมณ์ที่ถูกตามดู จะอยู่ก่อนอนุปัสสี (ตามพิจารณาเห็น) และ อิติ (ดังนี้) ศัพท์ ซึ่งส่วนนี้ของแต่ละบรรพะจะเหมาะกับสมถยานิกหรือวิปัสสนายานิกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น. อย่างอานาปานสติบรรพะนี้ ท่านแสดงว่าเป็นสมถยานิก.
  2. ส่วนสติสัมปชัญญะที่ตามดู จะอยู่หลังอนุปัสสีและอิติศัพท์ ซึ่งส่วนนี้ของแต่ละบรรพะจะให้ตามดูอารมณ์กรรมฐานนั้นๆ ทั้งของตนเองและของผู้อื่น แต่ตอนจบจะเหมือนกัน คือ ภังคญาณที่พิจารณาอริยสัจในสติดวงที่เพิ่งดับไปหลังทำกรรมฐานในอารมณ์ที่แสดงไว้ในส่วนแรกของบรรพะ.
อนึ่ง ส่วนนี้ในพระไตรปิฎกของมหายานไม่มี เพราะตามมหาโคสิงคสาลสูตรพระเถระผู้นำในสังคายนาครั้งที่ 1ของเถรวาท ส่วนมากท่านเป็นลูกศิษย์พระสารีบุตรอัครสาวกด้วย ฉะนั้น ท่านจึงแสดงมหาสติปัฏฐานสูตรตามที่ฟังมาจากพระสารีบุตร เพราะพระพุทธเจ้ายกย่องธรรมะที่พระสารีบุตรแสดงให้เทียบเท่ากับที่พระองค์แสดง, ส่วนทางนิกายอื่นรวมถึงมหายานนั้น สังคายนากันโดยไม่มีพระเถระเหล่านั้นอยู่ด้วย ฉะนั้น พระสูตรฝั่งมหายานจึงไม่มีส่วนที่มาจากพระสารีบุตร ทั้งในสูตรนี้ และทั้งอภิธรรมด้วย.
2. อิริยาปถบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานที่เรียนมาใดๆ ทั้งสมถะและวิปัสสนาให้ต่อเนื่องทุกอิริยาบถใหญ่ทั้ง 4 อิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน.
อิริยาบถบรรพะและสัมปชัญญะบรรพะ เป็นกรรมฐานที่เหมาะกับวิปัสสนายานิก เพราะ
  1. ตามมติของพระมหาสิวะอารมณ์ที่แสดงในบรรพะนี้และสัมปชัญญะบรรพะไม่ใช่อารมณ์แบบอัปปนากรรมฐาน 30 จึงทำให้ถึงอัปปนาไม่ได้.
  2. แม้ตามมติของมหาอรรถกถา บรรพะนี้จะไม่ได้แสดงอารมณ์กรรมฐานไว้โดยตรง เพราะเป็นแค่บรรพะที่ย้ำให้ทำกรรมฐานใดๆ ให้ตลอดเวลาไม่มีหยุดพัก จึงไม่แสดงอารมณ์ของกรรมฐานไว้โดยตรง แต่เมื่อแยกอิริยาบถบัญญัติจากปรมัตถ์ตามมติของพระมหาสิวะแล้ว ก็จะได้อารมณ์เป็นรูปปรมัตถ์ ซึ่งรูปปรมัตถ์ไม่เป็นอารมณ์ของอัปปนาฌาน, ฉะนั้น อัปปนาจึงไม่เกิดในสองบรรพะนี้.
  3. อัปปนาสามารถเกิดได้ง่ายกว่าในอิริยาบถนั่ง, ถ้าท่านแสดงสองบรรพะนี้เป็นสมถะด้วย โยคีผู้ใหม่จะเดินบ้าง นอนบ้างทำสมถะ ซึ่งเป็นอิริยาบถที่ยากต่อการทำให้เกิดอัปปนา. แม้ผู้ที่ได้วสีแล้ว อิริยาบถนั่งก็ยังเป็นอิริยาบถที่เข้าอัปปนาได้ง่ายกว่า. อย่างไรก็ตาม สมถายานิกผู้ใหม่เมื่อเริ่มทำสมถะก็ควรทำทั้งอิริยาบถใหญ่และย่อยเช่นกันเพื่อรักษานิมิตกรรมฐาน เพียงแต่เน้นที่อิริยาบถนั่งเพราะจิตจะตั้งมั่นได้ง่ายกว่า กรรมฐานจะเจริญขึ้นง่ายและไวกว่าอิริยาบถอื่น.
ด้วยประการดังกล่าวมาแล้วนั้น อิริยาบถบรรพะและสัมปชัญญะบรรพะจึงเหมาะกับวิปัสสนายานิก. นอกจากนี้ มหาอรรถกถาของบรรพะนี้ก็อธิบายไว้ตามแนววิปัสสนาด้วย.
มีประเด็นว่า มหาอรรถกถา[7]ไม่ให้ปฏิบัติวิปัสสนาโดยใช้อิริยาบถใหญ่และอิริยาบถย่อย เพราะอิริยาบถไม่ใช่สัมมสนรูป, แต่พระมหาสิวะได้อธิบายวิธีที่สามารถนำมาทำวิปัสสนาได้ โดยการแยกรูปปรมัตถ์ออกจากอิริยาบถที่เป็นอัตถบัญญัติ แล้วทำวิปัสสนาเฉพาะในสัมมสนรูป. อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์โดยหลักจตุพยูหหาระแล้ว วัตถุประสงค์ของบรรพะนี้ คือ การเน้นให้โยคีทำกรรมฐานที่เรียนมาเช่นอานาปานัสสติเป็นต้นตลอดเวลาไม่ขาดช่วง, ฉะนั้น มติของมหาอรรถกถาจึงอธิบายโครงสร้างของสูตรได้ตรงตามพุทธประสงค์มากกว่า. ส่วนมติของพระมหาสิวะนั้นก็ถูกต้องตามหลักธรรมะและช่วยอธิบายเรื่องสมถยานิกและวิปัสสนายานิกที่มาในมหาอรรถกถาด้วย แม้จะไม่เข้ากับโครงสร้างของสูตรนี้ก็ตาม. ทั้งสองมติไม่ได้ขัดแย้งกันและเป็นประโยชน์ทั้งคู่ พระพุทธโฆสาจารย์จึงไม่ตัดสินถูกผิดใดๆ ในสองมตินี้ เพียงแต่ให้มติของมหาอรรถกถาเป็นมติหลัก เพราะมติของมหาอรรถกถาเข้ากับโครงสร้างของสูตรมากกว่า.
3. สัมปชัญญบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานใดๆ ที่เรียนมาทั้งสมถะและวิปัสสนาให้ต่อเนื่องทุกอิริยาบถย่อยทั้ง 7 คือ เดินหน้า ถอยหลัง แล เหลียว เหยียด คู้ ใช้สอยข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ. คำอธิบายที่เหลือดูคำอธิบายอิริยาบถบรรพะข้างบน.
4. ธาตุมนสิการบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานด้วยธาตุ 4อย่างย่อ คือ แสดงเพียงธาตุดิน (m-มวล) ธาตุน้ำ (a-ความดึงดูด,ความเร่ง,ความหนืด) ธาตุไฟ (t-อุณหภูมิ) ธาตุลม (v,u-ความเร็ว,ความไหว) ซึ่งต่างจากมหาหัตถิปโทปมสูตรที่แสดงไว้อย่างละเอียดกว่า. บรรพะนี้เหมาะกับวิปัสสนายานิก เพราะธาตุ 4 เป็นรูปปรมัตถ์ ไม่ใช่อารมณ์ของอัปปนา อรรถกถาของบรรพะนี้จึงอธิบายทั้งสองส่วนของสูตรเป็นกรรมฐานวิปัสสนาทั้งหมด คือ จตุธาตุววัตถานในส่วนแรกและภังคญาณในส่วนหลัง.
5. ปฏิกูลมนสิการบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานด้วยการระลึกถึงแต่อวัยวะ 32 หรือที่เรียกว่า อาการ 32. บรรพะนี้เหมาะกับสมถะยานิก เพราะมีอารมณ์เป็นอวัยวะสมูหฆนอัตถบัญญัติจึงสามารถบรรลุโลกิยอัปปนาได้. คำอธิบายที่เหลือดูคำอธิบายอานาปานบรรพะข้างบน.
6-14. นวสีวถิกาบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานด้วยสีวถิกหรือ ซากศพไว้ 9 วาระ. มหาอรรถกถาแนะนำว่า "บรรพะนี้เหมาะกับสมถยานิก" เพราะอารมณ์ของอสุภกรรมฐานที่ทำให้บรรลุโลกิยอัปปนาได้. และพระมหาสิวะได้กล่าวเสริมว่า "บรรพะนี้แสดงวิปัสสนา" ไว้ด้วย เพราะพระพุทธเจ้าทรงแสดงนวสีวถิกาไว้ด้วยสำนวนอาทีนวญาณ. สรุปว่า อารมณ์เหมาะกับสมถยานิก แต่ก็สามารถนำไปทำวิปัสสนาได้เช่นกัน.

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน[แก้ | แก้ไขต้นฉบับ]

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานแสดงวิธีการทำกรรมฐานด้วยเวทนา 3 ไว้ 1 บรรพะ. ตามหลักเนตติปกรณ์บรรพะนี้เหมาะสำหรับโยคีที่เป็นตัณหาจริต ที่มีอินทรีย์คือปัญญาแก่กล้า เพราะเมื่อปหานอภิชฌาและโทมนัสในกายได้แล้ว ตัณหาก็จะไปติดใจในอรูปธรรมอยู่อีก ทำให้นิวรณ์ยังคงเกิดแทรกภาวนาได้ ทั้งโลกิยะและโลกุตตรอัปปนาจึงไม่อาจเกิดได้ ทางแก้คือ ทำอรูปกรรมฐาน แต่อรูปกรรมฐานมีถึง 3 สติปัฏฐาน จะต้องเลือกว่าจะเจริญสติปัฏฐานไหนก่อน มหาอรรถกถาจึงอธิบายว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานต่อจากกายานุปัสสนา เพราะเวทนา ผัสสะ และจิต สามารถตามดูได้ชัดเจนง่ายกว่าอรูปธรรมอื่นๆ. ส่วนวิธีเลือกว่าจะเอาเวทนาหรือจิตมาเป็นอารมณ์กรรมฐานนั้น ตามหลักเนตติปกรณ์ มีหลักอยู่ว่า โยคีตัณหาจริตที่มีปัญญาแก่กล้าแล้ว ยังมีสุขเวทนาวิปัลลาสในอรูปธรรมอยู่มาก จึงควรทำปหานะตัณหาในเวทนาก่อน ด้วยการทำเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน, ส่วนโยคีทิฏฐิจริตที่อินทรีย์คือปัญญาอ่อนหัดนั้นปหานวิปัลลาสในเวทนาได้แล้ว จึงให้ทำจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพราะเหลือนิจจและอัตตวิปัลลาสอยู่ โดยให้ทำจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานก่อน เพราะมีรายละเอียดน้อยกว่าธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เมื่อปหานนิจจทิฏฐิได้แล้ว ถ้ายังไม่บรรลุมรรคผลค่อยทำธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานเพื่อละอัตตทิฏฐิ. ต่อไปนี้เป็นคำอธิบายหลักการปฏิบัติโดยย่อ:-
15. เวทนาบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานด้วยเวทนา คือ ความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉยๆ ที่มีอามิส ไม่มีอามิสไว้ เพื่อที่จะทำปหานะเวทนาที่มีอามิสและเจริญเวทนาที่ไม่มีอามิสแทน.

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน[แก้ | แก้ไขต้นฉบับ]

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานแสดงวิธีการทำกรรมฐานด้วยจิต 1 บรรพะ. ตามหลักเนตติปกรณ์บรรพะนี้เหมาะสำหรับโยคีที่เป็นทิฏฐิจริต ที่มีอินทรีย์คือปัญญาอ่อนหัด คำอธิบายอื่นดูในหัวข้อเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ต่อไปนี้เป็นคำอธิบายหลักการปฏิบัติโดยย่อ:-
16. จิตตบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานด้วยจิตด้วยการวิเคราะห์สัมปยุตธรรมของจิตปัจจุบันสันตติ เพื่อทำฆนะวินิพโภคะ (การแยกปัจจัยปัจจยุปบันที่ซับซ้อน)ในอรูปธรรม.

ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน[แก้ | แก้ไขต้นฉบับ]

ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานแสดงวิธีการทำกรรมฐานด้วยการหาเหตุเกิดและเหตุดับ 5 บรรพะ (ธัมม ศัพท์ ในอรรถการณะ, เหตุ). ตามหลักเนตติปกรณ์บรรพะนี้เหมาะสำหรับโยคีที่เป็นทิฏฐิจริต ที่มีอินทรีย์คือปัญญาแก่กล้า คำอธิบายอื่นดูในหัวข้อเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ต่อไปนี้เป็นคำอธิบายหลักการปฏิบัติโดยย่อ:-
17. นีวรณบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานด้วยการหาเหตุเกิดและเหตุดับของนิวรณ์ เพื่อดับนิวรณ์ทั้งปวงโดยการทำสมถะเข้าฌาน แล้วทำให้ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปด้วยการทำปริญญากิจตามขันธบรรพะ.
18. ขันธบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานด้วยการหาหาเหตุเกิดและเหตุดับของขันธ์ทั้งปวง เพื่อดับขันธ์ทั้งปวงโดยไม่มีส่วนเหลือด้วยการทำสมุจเฉทปหานในเหตุเกิดและเหตุดับ คือ อวิชชาสังโยชน์และตัณหาสังโยชน์ตามอายตนบรรพะ.
19. อายตนบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานด้วยการหาเหตุเกิดและเหตุดับของสังโยชน์ เพื่อทำให้สังโยชน์ทั้งปวงเกิดไม่ได้อีกต่อไป ด้วยการทำภาเวตัพพกิจตามโพชฌังคบรรพ.
20. โพชฌังคบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานด้วยการหาเหตุเกิดและเหตุดับของโพชฌงค์ (องค์แห่งการตรัสรู้) เพื่อทำให้เจริญงอกงามสมบูรณ์เป็นอริยมรรคสัจที่ตรัสรู้อริยสัจ 4 ตามสัจจบรรพ.
21. สัจจะบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานด้วยการใช้สัมมาทิฏฐิในมรรคสัจหาเหตุเกิด (สมุทัยสัจ) และเหตุดับ (นิโรธสัจ) ของทุกข์. สัจจบรรพะในสูตรนี้แสดงละเอียดกว่าธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เพราะในอรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตรกล่าวว่า"ผู้ฟังมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 หมื่นคน" และ "ผุ้ฟังมีทั้งบรรพชิตและฆราวาส" ฉะนั้น จึงมีคนที่ไม่เคยเรียนรู้เรื่องฌานรวมอยู่ด้วย จึงต้องแสดงสัจจบรรพละเอียดกว่า ส่วนพระปัญจวัคคีย์นั้นตามพระโพธิสัตว์มานานจึงเคยทำฌานมาก่อนแล้ว เลยไม่ต้องแสดงมรรคสัจฝ่ายศีลและสมาธิอีก สมุทยสัจและนิโรธสัจก็ไม่ต้องแสดงละเอียดเท่า เพราะข่มมาดีแล้วด้วยฌาน.
การแสดงข้อมูลสำหรับสะสมอบรมสติปัฏฐานไว้ถึง 21 แบบ ซ้ำกันไปซ้ำกันมาในเรื่องเดียวกันอยู่อย่างนี้ เพราะทรงแสดงตามนิสัยสันดานของแต่ละคนที่มีความรู้ความเข้าใจทางด้านข้อมูลและภาษาเป็นต้นมาไม่เหมือนกัน หากทรงแสดงย่อเพียงแบบใดแบบหนึ่ง ผู้ฟังบางส่วนอาจไม่สามารถทำความเข้าใจจนบรรลุได้.
แต่หากทรงแสดงหลากหลายแบบ เลือกคำพูดและร้อยเรียงเอาเรื่องราวที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลมาแสดงแล้ว ก็อาจทำให้ผู้ฟังบรรลุได้ตามประสงค์ เพราะผู้ฟังก็มีความเข้าใจในเรื่องนั้นๆอยู่ในระดับชำนาญเฉพาะทางอยู่แล้ว เพียงแค่ทรงบอกแนะเพิ่มเติมในจุดที่ขาดตกบกพร่องไปเท่านั้นเขาก็สามารถเข้าใจและบรรลุตามได้ไม่ยากเลย, เหมือนการอธิบายเรื่องพระเจ้าหลุยให้ชาวฝรั่งเศสฟังด้วยภาษาฝรั่งเศส ถ้าเจอคนโง่ก็อธิบายให้คนโง่ฟังอย่างละเอียด ถ้าเจอคนฉลาดก็อธิบายให้คนฉลาดอย่างสังเขป เป็นต้นนั่นเอง.
อนึ่ง ทั้ง 21 บรรพะนี้ พึงทราบว่า พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้อย่างย่อเท่านั้น รายละเอียดจำเป็นต้องดูเพิ่มเติมที่สติปัฏฐานสังยุตต์ ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค, สติปัฏฐานนิทเทส ในขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค, สติปัฏฐานวิภังค์ ในอภิธรรมปิฎก วิภังคปกรณ์(<<ละเอียดที่สุด) และคัมภีร์ชั้นอรรถกถา-ฏีกา เช่น อรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร ใน สุมังคลวิลาสินีปกรณ์, อรรถกถาสติปัฏฐานสูตร ใน ปปัญจสูทนีปกรณ์, อรรถกถาสติปัฏฐานสังยุตต์ ใน สารัตถปกาสินีปกรณ์, อรรถกถาสติปัฏฐานนิทเทส ใน สัทธัมมปกาสินีปกรณ์, อรรถกถาสติปัฏฐานวิภังค์ ใน สัมโมหวิโนทนีปกรณ์, อภิธัมมัตถวิภาวินีฏีกา ฏีกาของอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ 7(ย่อไว้ดีมาก),ฏีกา-อนุฏีกาของอรรถกถาเหล่านั้น เป็นต้น. อย่างไรก็ตาม การจะทำความเข้าใจอย่างละเอียดนั้นจำเป็นต้องมีพื้นฐานในด้านข้อมูล-ภาษา-และความสัมพันธ์ที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก-อรรถกถา-ฏีกามากพอสมควร ซึ่งสามารถหาประสบการและความชำนาญได้ด้วยการหาความรู้เพิ่มเติมไปอีก เช่น ถ้าอ่านเรื่อง "รูปขันธ์" ใน ขันธบรรพะ พร้อมอรรถกถา-ฏีกาแล้ว ก็ควรอ่านขันธวารวรรค ในสังยุตตนิกาย, ขันธวิภังค์ ในวิภังคปกรณ์, ขันธนิทเทส ในวิสุทธิมรรค ปัญญานิทเทส, การจำแนกขันธ์ที่มาในธัมมสังคณีปกรณ์, อภิธัมมัตถสังคหปกรณ์, อภิธัมมัตถวิภาวินีปกรณ์ เป็นต้น.

เปรียบเทียบมหาสติปัฏฐานสูตรกับสติปัฏฐานสูตร[แก้ | แก้ไขต้นฉบับ]

มหาสติปัฏฐานสูตร กับ สติปัฏฐานสูตร ต่างกันดังนี้ :-
  1. มหาสติปัฏฐานสูตรอยู่ในทีฆนิกาย ส่วนสติปัฏฐานสูตรอยู่ในมัชฌิมนิกาย และในสังยุตตนิกายเป็นต้น
  2. สติปัฏฐานสูตร​ใน​มัชฌิมนิกาย ​จะ​มีการ​ใช้​เปยยาล​(ฯลฯ) ​มาย่อข้อ​ความ​ที่​ซ้ำ​ๆ​กัน​ ​จึง​ทำ​ให้​ดู​เหมือน​​สั้นลง​ ​แต่​ความ​จริง​ถ้า​แทนเปยยาล​ด้วย​ข้อ​ความ​ปรกติก็​จะ​ต้อง​มีขนาด​เท่า​ กัน
  3. อรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร​ ​ใน​ทีฆนิกายนั้น​ ​บางบรรพะ​ ​เช่น​ อรรถกถาของสัมปชัญญบรรพะ ​เป็น​ต้น​ ​จะมีขนาด​สั้นกว่า​ อรรถกถาของสติปัฏฐานสูตร​ ​ใน​มัชฌิมนิกาย ​เพราะ​ท่าน​ได้​อธิบาย​ไว้​ก่อน​แล้ว​ในอรรถกถาของสามัญญผลสูตรเป็น​ต้น​ ​ท่าน​จึง​ไม่​กล่าว​ซ้ำ​อีก​. ​อรรถกถาของสติปัฏฐานสูตร​ ​ใน​มัชฌิมนิกายก็​เช่น​กัน​ ​คือ อรรถกถาของบางบรรพะ​ ​เช่น​ อรรถกถาของสัจจบรรพะ ​เป็น​ต้น​ ​ก็​จะ​สั้นกว่าอรรถกถา​เรื่องเดียว​กัน​ใน​ทีฆนิกาย ​เพราะ​ท่าน​ได้​กล่าว​ไว้​ก่อน​แล้ว​ใน​อรรถกถาสูตร​อื่น​ที่มาก่อน​ ซึ่ง​อยู่​ใน​มัชฌิมนิกายเหมือน​กัน​ ​เพราะ​แต่ละนิกายก็​จะ​มีอรรถกถาคนละ​เล่ม เช่น​ ​อรรถกถาของทีฆนิกาย​ ​ชื่อ​ ​สุมังคลวิลาสินี​, ​อรรถกถาของมัชฌิมนิกาย​ ​ชื่อ​ ​ปปัญจสูทนี​ ​เป็น​ต้น​ ​ซึ่ง​แม้​จะ​มี​เนื้อหาคล้ายๆ​กัน​ ​แต่ก็​จะ​มีการเรียงเนื้อหาอธิบายต่าง​กัน​ ขึ้น​อยู่​กับ​ว่า​ สูตรไหนมาก่อน​-​คำ​ไหนมาก่อน​ ​ก็ถูกอธิบายก่อน​, ​สูตรไหนมาหลัง​-​คำ​ไหนมาหลัง​ ​ก็ถูกอธิบายทีหลัง​ ​ที่อธิบายมา​แล้ว​ท่านก็​จะ​ให้​ย้อนดูอันที่ผ่านมา​แล้ว​ ​ไม่​อธิบาย​ซ้ำ​อีก​, ​พอ​เป็น​อรรถกถาคนละ​เล่ม​กัน​ ​อรรถกถา​จึง​สั้นยาวต่าง​กัน​ ​แต่​ถ้า​เอาที่ท่านละ​ไว้​มา​เติมก็​จะ​ได้​พอๆ​กัน​ ​ต่าง​กัน​บ้าง​เล็ก​น้อยแค่​ใน​บางจุด​เท่า​นั้น​.
อนึ่ง ข้อน่าสังเกต คือ ฉ. ฉัฏฐสังคายนาของพม่า สติปัฏฐานสูตร ในมัชฌิมนิกาย ชื่อของพระพุทธพจน์จะใช้ มหาสติปัฏฐานสูตร ส่วนในอรรถกถาจะใช้แค่สติปัฏฐานสูตร. เมื่อตรวจสอบกับที่อื่นๆ ในอรรถกถาก็พบว่า เมื่อสุมังคลวิลาสินี อรรถกถาทีฆนิกายอ้างถึงมหาสติปัฏฐานสูตรว่าจะอธิบายในสูตรนี้ ท่านก็จะใช้คำว่า "มหาสติปฏฺฐานสุตฺต". แต่ถ้าเป็นปปัญจสูทนี อรรถกถาของมัชฌิมนิกาย เวลาอ้างท่านจะใช้แค่ว่า "สติปฏฺฐานสุตฺต" ไม่ใช่ "มหาสติปฏฺฐานสุตฺต". ซึ่งเป็นอย่างนี้ทั้งในอรรถกถาและฏีกาของทั้ง 2 คัมภีร์ และตรงกันทั้ง ฉบับไทย ทั้ง ฉบับพม่า. จึงมีความเป็นไปได้ว่า ท่านใช้ชื่อสติปัฏฐานสูตรกับมหาสติปัฏฐานสูตร ตามแบบที่ไทยใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยแยกอย่างนี้มาตั้งแต่โบราณแล้ว.
ในอรรถกถาที่อื่นนั้น มีอยู่ 1 ที่ ในนิทานวรรคท่านเรียกรวมทั้ง มหาสติปัฏฐานสูตร ในทีฆนิกาย และ สติปัฏฐานสูตร ในมัชฌิมนิกาย รวมกันทั้ง 2 สูตร ว่าเป็น "มหาสติปัฏฐาน" ไปเลยก็มี. คงเป็นเพราะว่า ถ้าสติปัฏฐานสูตร ในมัชฌิมนิกายไม่ทำเปยยาลแล้วเขียนเต็มก็จะต้องมีขนาดเท่ากับมหาสติปัฏฐาน สูตรในมัชฌิมนิกายนั่นเอง.

เบ็ดเตล็ด[แก้ | แก้ไขต้นฉบับ]

เกร็ด​เล็ก​เกร็ดน้อย​จาก​อรรถกถา​-​ฏีกาของสติปัฏฐานสูตร​และ​สติปัฏฐานสูตรสูตรมีดังนี้​ :-
  1. ใน​อรรถกถา​-​ฏีกาท่านแนะ​ไว้​ใน ​สัจจบรรพวรรณนา​ ของทีฆนิกายว่า​ ​ไม่​ควรกำ​หนด​ 4 ​บรรพะดังต่อไปนี้ก่อน​ ​คือ​ ​อิริยาบถบรรพะ​ ​สัมปชัญญบรรพะ​ ​นิวรณบรรพะ​ ​และ​โพชฌังคบรรพะ
​เพราะ​อิริยาบถ​ทั้ง​น้อย​และ​ใหญ่​ไม่​ใช่​สัมมสนรูป จึงไม่ใช่อารมณ์ของวิปัสสนา, นิวรณ์เป็นปหาตัพพธรรม ควรข่มให้ได้ก่อน ไม่ใช่มัวแต่สัมมสนะ แล้วปล่อยให้นิวรณ์เกิด,​ ​ส่วน​โพชฌงค์​ใน​ที่นี้ท่านหมาย​ถึง​โลกิยโพชฌงค์​ ​ซึ่ง​ถ้า​หากกำ​หนด​ให้​เบื่อหน่าย​แล้ว​ก็​จะ​ไม่​คิดเจริญต่อ​ ​ฉ​นั้น​จึง​ไม่​ควรกำ​หนดตั้งแต่​แรก​.
  1. ​ใน​อรรถกถาท่านกล่าวว่า​ สติปัฏฐาน​ เป็น​วินัย​ทั้ง​ 2 ​คือ​ ​ทั้งตทังควินัย​และ​วิกขัมภนวินัย ​กล่าวคือ​ ​เป็น​ได้​ทั้ง​ขณิกสมาธิ​และอัปปนาสมาธิ​ ​ซึ่ง​อีกที่หนึ่งก็กล่าว​ให้​บางบางบรรพะ​เป็น​สมถะ​และ​บางบรรพะ​เป็น​ วิปัสสนา​ ​จึง​สรุป​ความ​ได้​ว่า​ สติปัฏฐาน​เป็น​ได้​ทั้ง​สมถะ​และ​วิปัสสนา​ อย่าง ​อิริยาบถบรรพะ​เป็น​ต้นท่านก็ว่า​เป็น​วิปัสสนา​ ​ส่วน​การ​จะ​ทำ​ฌาน​ให้​เป็น​สติปัฏฐาน​ได้​นั้น​ก​็ต้อง​ทำ​เพื่อ​เป็น​ บาทของวิปัสสนา​ ​และ​ถ้า​ไม่​ทำ​ฌานแต่​จะ​ทำ​สติปัฏฐานก็​ต้อง​ทำ​วิปัสสนา​ ​เพียงแต่การ​ได้​ฌาน​จะ​ช่วย​ให้​บรรลุ​ได้​สบายขึ้นกว่าคนที่​ไม่​ทำ​ฌาน มาก่อน​เท่า​นั้น​เอง​.
  2. หลักการวิปัสสนาที่อรรถกถาขยาย​ความ​สติปัฏฐาน​ใน​แต่ละบรรพะคือหลักปริญญา​ 3 ​ที่มา​ใน​ ​พระ​ไตรปิฎก เล่ม​ 29 ​คัมภีร์มหานิทเทส​ และปฏิสัมภิทามรรค​ของพระสารีบุตร​รวมถึงเนตติปกรณ์ทั้ง​สิ้น​ พระพุทธโฆสาจารย์ไม่​ใช่​การแต่งขึ้นเองแต่อย่าง​ใด​.
  3. บทว่า​ ​สมุทยธมฺมานุปสฺสี​, ​วยธมฺมานุปสฺสี​, ​สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี​ ​ ที่มี​อยู่​ใน​ทุกบรรพะ​ ​ใน​อรรถกถา​และ​ฏีกาท่าน​ให้​แปลว่า​ ​ผู้​หมั่นเห็นเหตุของ​ความ​เกิดขึ้น​, ​ผู้​หมั่นเหตุ​แห่ง​ความ​หมดไป​, ​ผู้​หมั่นเหตุ​แห่ง​ความ​เกิดขึ้น​และ​ความ​หมดไป​ ​ตามลำ​ดับ​. ​เพราะ​คำ​ว่า​ ​ธรรม​ หมาย​ถึง​เหตุ​เกิดขึ้น​หรือ​เหตุดับของขันธ์​ 5 ​อย่าง ​ที่มา​ในปฏิสัมภิทามรรค​ ​อุทยัพพยญาณนิทเทส ​และ​วิสุทธิมรรค​ ​อุทยัพพยญาณกถา​ ​ได้​แก่​ ​การเกิดขึ้น​และ​การดับของธรรมะ​ 2 ​อย่าง​ ​คือ​ ​ปัจจัย​ 6 ​อย่าง​ ​ได้​แก่​ ​อวิชชา​ ​ตัณหา​ ​กรรม​ ​อาหาร​ ผัสสะ นามรูป ​และ​นิพพัตติลักษณะ​ ​คือ​ ​อุปาทขณะของสภาวะธรรม​นั้น​ ​ๆ​ ​หรือ​ ​วิปริณามลักษณะ​ ​คือ​ ​ภังคขณะของสภาวะธรรม​นั้น​ ​ๆ​ ​อย่าง​ใด​อย่างหนึ่ง​ ​หากแปลว่า​ ​ธรรมคือ​ความ​เกิด​ ​เป็น​ต้น​ ​จะ​หมาย​ถึง​ ​นิพพัตติลักษณะ​หรือ​วิปริณามลักษณะ​เท่า​นั้น​ ​ส่วน​ธรรมอีก​ 4 ​อย่างที่​เป็น​ปัจจัย​จะ​คลุม​ไม่​ถึง​ จึงเป้นคำแปลที่ขัดกับปฏิสัมภิทามรรค, อรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร, ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร.
  4. ​ใน​อรรถกถาของทีฆนิกาย​ ​ระบุจำ​นวนคนที่บรรลุ​ไว้​ 30,000 ​ใน​ตอนจบของอรรถกถาสูตรนี้​.
  5. ใน​อรรถกถา​ใช้​หลักปริญญา​ 3 ​เป็น​เกณฑ์​ใน​การอธิบายเนื้อ​ความ​ทั้ง​หมด​ ​และ​ท่านขยาย​ความปริญญา​ 3 ​ไว้​แล้ว​ ​ใน​นิทเทสของวิสุทธิ​ 3 ​ได้​แก่​ ​ทิฏฐิวิสุทธิ​ ​กังขาวิตรณวิสุทธิ​ ​และ​มัคคามัคญาณทัสสนวิสุทธิ​ ​ซึ่ง​เมื่อรวมพื้นฐาน​แล้ว​ก็​ได้​วิสุทธิ​ทั้ง​ 7 ​หรือ​ ​วิสุทธิมรรค​ทั้ง​เล่มนั่นเอง​. ​ฉะ​นั้น​ท่าน​จึง​อ้าง​ถึง​วิสุทธิมรรค​ไว้​บ่อยมาก​ ​และ​ใครที่​ไม่​เคยอ่านวิสุทธิมรรค​ ​หรือ​อ่าน​แล้ว​แต่​ไม่​รู้​เรื่อง​เพราะ​ไม่​ชำ​นาญพระอภิธรรม​ ​หากไปอ่านอรรถกถาของมหาสติปัฏฐานสูตร​เป็น​ต้น​ ​และ​อรรถกถา​ส่วน​ใหญ่​ที่​เป็น​ข้อปฏิบัติอาจ​จะ​ไม่​เข้า​ใจเลย​ ​เพราะ​ข้ามลำ​ดับการศึกษา​ไปนั่นเอง​ ​แต่​ทั้ง​นี้หาก​จะ​อ่าน​ให้​ผ่านตา​ไว้​ก่อน​ใน​ระหว่างศึกษาคัมภีร์พื้นฐาน​อยู่​ก็ควรทำ​ ​เพราะ​จะ​สะสม​เป็น​อุปนิสัย​ ​ให้​สามารถ​เข้า​ใจ​ใน​อนาคต​ได้​ใน​ที่สุด​.
  6. ก่อนสติปัฏฐานสูตร​ ​ใน​มัชฌิมนิกาย​ ​มีสูตรชื่อว่า​ สัมมาทิฏฐิสูตร ​ซึ่ง​ท่านพระสารีบุตรบอกกรรมฐาน​ไว้​มากกว่าสติปัฏฐานสูตรอีก​ ​โดย​กล่าว​ไว้​ถึง​ 32 ​กรรมฐาน​ ​ใน​ขณะที่สติปัฏฐานสูตรกล่าว​ไว้​เพียง​ 21 ​กรรมฐาน​เท่า​นั้น​. ​ใน​บรรดาพระสูตร​ด้วย​กัน​ ​สัมมาทิฏฐิสูตร​จึง​ถูกจัดว่า​ ​เป็นสูตรที่​แสดงกรรมฐาน​ไว้​มากที่สุด.
  7. ใน​อรรถกถา​และ​ฏีกาท่านอธิบายคำ​ว่า​ ​เอกายนมรรค​ ​ไว้​ว่า​ ​หมาย​ถึง​ ​ทางมุ่งสุ่พระนิพพานอย่างเดียว​. ​ซึ่ง​จาก​คำ​อธิบาย​และ​ตัวอย่าง​ใน​ฏีกา​นั้น​ ​ทำ​ให้​ทราบ​ได้​ว่า​ ​เอกายนมรรคอาจ​จะ​มีข้อปฏิบัติหลายอย่าง​ได้​ ​เช่น​ ​ในสติปัฏฐานสูตรก็มีกรรมฐาน​ถึง​ 21 ​ข้อ​ ​ใน​ ​สัมมาทิฏฐิสูตรก็มีกรรมฐาน​ถึง​ 32 ​ข้อ​ ​เป็น​ต้น​.
  8. จาก​การที่สติปัฏฐาน​เป็น​ได้​ทั้ง​สมถะ​และ​วิปัสสนา​จึง​ทำ​ให้​ทราบ​ได้ ​ว่าสติปัฏฐานมี​ทั้ง​บัญญัติ​และ​ปรมัตถ์​เป็น​อารมณ์​ ​เพราะ​สมถะ​ ​เช่น​ ​​ นิมิต​ ​ซึ่ง​เป็น​ที่ทราบ​กัน​ดีว่านิมิตเป็น​บัญญัติ​, ​ส่วน​วิปัสสนา​ ​เช่น​ ​อิริยาบถบรรพะ​ ​ก็มีอิริยาบถ​และไตรลักษณ์เป็น​ต้น​ ​ซึ่ง​เป็น​บัญญัติ​ ​เป็น​อารมณ์​ได้​.
  9. ในสติปัฏฐานสูตรจะเน้นให้พิจารณาทั้งสิ่งที่เป็นของตนและของคนอื่นเพราะมี ข้อความว่า "พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ-เป็นผู้หมั่นพิจารณากายในกายอยู่" อยู่ในทุกบรรพะทั้ง 21 บรรพะเลยทีเดียว ซึ่งพระอรรถกถาและพระฏีกาจารย์ก็ย้ำไว้อีกในอรรถกถาของทุกบรรพะเช่นกันว่า "พิจารณาภายนอก หมายถึง ของคนอื่น". คำนี้ก็สอดคล้องกับสูตรทั่วไป เช่นที่เรามักได้ยินคำว่า "รูปที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายใน ภายนอก หยาบ ละเอียด เลว ประณีต ไกล ใกล้"เป็นต้น.
  10. สาเหตุที่คนมักเข้าใจว่า ท่านให้พิจารณาแค่จิตของตนเท่านั้น กายของตน เท่านั้น เป็นต้น อย่างหนึ่งน่าจะมาจากข้อความว่า "กายยาววาหนาคืบ"ซึ่งมีต้นเค้ามาจากพระไตรปิฎก แต่คำนี้ท่านก็ไม่ได้ระบุว่าหมายถึงของตนเองเท่านั้น.
  11. คำว่า "ตัณหาจริตอย่างอ่อน" และ"ทิฏฐิจริตอย่างอ่อน"นั้น สมัยนี้มีการพูดถึงกันมาก เพราะเอามาจากอรรถกถาสติปัฏฐานสูตรเป็นต้นนั่นเอง มาจากศัพท์ว่า "มนฺทสฺส ตณฺหาจริตสฺส" กับ "ทิฏฺฐิจริตสฺส มนฺทสฺส" ซึ่งดูจากฏีกาวิสุทธิมรรค และเนตติปกรณ์ รวมถึงในอรรถกถาของทีฆนิกายแล้ว ถ้าจะอ่านให้รู้เรื่องควรเข้าใจคำนี้ว่าเป็น "ตัณหาจริต ปัญญินทรีย์แก่กล้า/ปัญญินทรีย์อ่อนหัด" กับ "ทิฏฐิจริต ปัญญินทรีย์แก่กล้า/ปัญญินทรีย์อ่อนหัด".

ดูเพิ่ม[แก้ | แก้ไขต้นฉบับ]

อ้างอิง[แก้ | แก้ไขต้นฉบับ]

  1. กระโดดขึ้น พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาสติปัฏฐานสูตร . พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก [1]. เข้าถึงเมื่อ 7-7-52
  2. กระโดดขึ้น พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สติปัฏฐานสูตร. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก [2]. เข้าถึงเมื่อ 7-7-52
  3. กระโดดขึ้น พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต สติปัฏฐานสูตร. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก [3]. เข้าถึงเมื่อ 7-7-52
  4. กระโดดขึ้น อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาสติปัฏฐานสูตร. อรถกถาพระไตรปิฎก. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก [4]. เข้าถึงเมื่อ 7-7-52
  5. กระโดดขึ้น พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 7-7-52
  6. กระโดดขึ้น อรรถกถาภิกขุโนวาทกสิกขาบท กรรมฐาน 2 แบบ ที่ทำให้บรรลุอรหัตผล
  7. กระโดดขึ้น ม.อ. (ปปญฺจ.๑) สติปฏฺฐานสุตฺตวณฺณนา

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ  * ความต่าง = ปัจจัตตลักษณะที่ถูกจิตรู้, อุปนิธานบัญญัติที่ถูกจิตรู้.  * เปรียบเทียบความต่าง = จิตทั้งขณะที่รูปรมั...