วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559

นักอภิธรรมไทย ละเลยปัจจัยปัจจยุปบัน ทำให้วินิจฉัยธรรมะพลาด

นี่เป็นเรื่องเล่า:

ผมมีอาจารย์ที่ผมรักเคารพมากท่านหนึ่ง (สมมติว่าชื่อ พระอาจารย์ จ.) เป็นพระมหาเปรียญ 9 เคยบาลีใหญ่ และสอนอภิธรรม, เป็นผู้ที่ทรงปริยัติมากท่านหนึ่ง และท่านยังเป็นผู้รักษาพระวินัยดีรูปหนึ่งด้วย.

ท่านเป็นคนช่วยให้ผมได้บวชครั้งแรก และคอยช่วยเหลือผมตลอดตอนที่ผมบวชอยู่.

หลังผมลาสิกขาออกมาเป็นฆราวาส ผมได้มีความคิดเห็นกับพระอาจารย์อีกรูปหนึ่ง (สมมติว่า ชื่อ พระอาจารย์ ส.) ที่ผมเคารพรักมากเช่นกัน เรื่อง "กลาปเป็นปรมัตถ์หรือบัญญัติ?".

ผมและพระอาจารย์เปรียญ 9 รูปนี้ เราทั้งคู่ต่างก็เคารพ เพราะพระอาจารย์ ส. ก็เป็นผู้มีทั้งความรู้ และประสบการณ์มาก เป็นผู้เคร่งครัดในพระวินัย และเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกมากอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ชำนาญเรื่องอภิธรรมชนิดหาคนเทียบยาก.

ผมได้มีโอกาสสนทนากับ พระอาจารย์ จ. เรื่องกลาปะดังกล่าว ท่านก็คิดว่า พระอาจารย์ ส. เข้าใจถูก เพียงแต่มองคนละมุมกับผม คือ พระอาจารย์ ส. เข้าใจว่า "กลาปะเป็นปรมัตถ์ เป็นรุปฺปนลกฺขณํ หรือ มีรุปฺปนลกฺขณํ".

ผมก็ค้านว่า พระอาจารย์ ส. ไม่ได้แค่เข้าใจคนละมุมกับผม แต่เข้าใจผิดเลยต่างหาก. ซึ่งเหตุผลของผม ก็ตามรูปในลิงก์นี้.

พระอาจารย์ จ. ก็ยังยืนยันอีก แล้วก็พยายามอธิบายผมว่า "กลาปะกับรุปฺปนลกฺขณํ" แยกกันไม่ได้, แล้วก็ยกเรื่องอุปาทาบัญญัติขึ้นมา บอกว่า "บัญญัติอาศัยปรมัตถ์".

ผมก็แย้งอีกว่า "บัญญัติไม่ได้อาศัยปรมัตถ์ บัญญัติไม่มีอยู่จริง ไม่ได้เป็นปัจจยุปบันของอะไรเลย".

ผมก็ย้ำไปอีกว่า "การจะตัดสินความจริง แยกบัญญัติ กับ ปรมัตถ์ จะต้องพิจารณาปัจจัยปัจจยุปบัน". (ประเด็นนี้ พระอาจารย์ ส. ว่าไว้ถูก ท่านพูดเสมอว่า "จิตอาศัยปรมัตถ์รู้บัญญัติ" ท่านไม่เคยพูดว่า "บัญญัติอาศัยปรมัตถ์" อย่างที่พระอาจารย์ จ. กล่าว)

จากนั้น พอพระอาจารย์ จ. ไม่เข้าใจว่า ปัจจัยปัจจยุปบันเกี่ยวอะไรกับบทสนทนา จึงขอผมจบบทสนทนา.

ผมก็ยังเคารพรักท่านทั้งสองเหมือนเดิมนั่นแหละ เพราะคนเราผิดพลาดกันได้ ยังไงท่านก็มีดีกว่าผมเยอะ, แต่ก็เล่าให้เห็นว่า ปริยัติที่ไม่รอบคอบ ไม่พิจารณาปัจจัยปัจจยุปบันให้ละเอียด ไม่เข้าถึงสภาวะธรรม จะทำให้วินิจฉัยธรรมะพลาดจริงๆ ต่อให้คุณผ่านอะไรมามากมายก็เถอะ. ฉะนั้น อย่าลืมพิจารณาปัจจัยปัจจยุปบันให้ละเอียด.

สิ่งที่อาจารย์สอนอภิธรรมสมัยนี้จะต้องปรับปรุง


ในบอร์ดอภิธรรมแห่งหนึ่ง มีคนถามขึ้นว่า ‪"อกุศลจิต‬‎ทำไมเมื่อให้ผลเป็น‬อกุศลวิบาก‎จึงไม่มีเหตุประกอบ‬?"

ความจริงแล้ว  คำถามผิดมาตั้งแต่ต้น และนักอภิธรรมก็มักจะเข้าใจคำถามแบบนี้ผิดกันทุกคน. ไปทบทวนปัฏฐานกันมาให้ดีว่า "อกุศลจิต ที่ไหนให้ผลเป็น อกุศลวิบาก โดยนานักขณิกกัมมปัจจัย?"

พระอาจารย์สุมนต์เคยสอนไหมว่า "โลภเจตสิก เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัย แก่อเหตุกกุสลวิบาก?" ผมว่าไม่มีนะ, มันเป็นได้แค่ปกตูปนิสสยปัจจัยธรรมดาหรือเปล่า ไปลองทบทวนกันดู. #คำตอบมันอยู่ในตำรา ครับ.

อาจารย์ทั้งหลาย จงอย่าคิดคำตอบเอาเอง และอย่าหาแต่ในปริจเฉทที่ 1,2,6 เพราะคำถามพวกนี้ คำตอบหลายๆ ข้อ อยุ่ในปัฏฐาน ครับ.

อาจารย์ทั้งหลาย เวลาท่านพิจารณาคำถาม ท่านต้องวิเคราะห์องค์ธรรม แล้วหาปัจจัยปัจจยุปบัน รวมถึงบาลีของปัจจัยปัจจยุปบันนั้นๆ ด้วย. ไม่เช่นนั้น ท่านก็จะตอบคำถามกันสะเปะสะปะ องค์ธรรมไม่ตรงกับพระบาลี พอไปเปิดพระไตรปิฎก อรรถกถาฏีกา ก็มองไม่เห็นคำตอบ ต้องคิดคำตอบเอง ซึ่งหลายๆครั้งตอบไม่เป็นประโยชน์แก่นักศึกษาเลย.

สำคัญมาก คือ คุณเป็นผู้รู้ คุณจบหลักสูตรอภิธรรม คุณต้องทบทวนกับความรู้ทุกอย่างที่มี ไม่ใช่เอะอะก็ค้นแต่ 1,2,6 ทิ้งปัฏฐานหมด.

อีกอย่าง คือ คุณเป็นครู เวลาฟังลูกศิษย์ คุณอย่าไปเชื่อตามคำถามเค้าหมด เค้าไม่รู้จึงมาเรียนกับคุณ คุณจะไปทำเหมือนว่าเค้ารู้ดีถามดีอย่างเดียวไม่ได้, บางทีเค้าถามผิดๆ ถูกๆ คุณก็ต้องรู้จักเฉลียวใจ แยกผิดแยกถูกให้ได้ครบถ้วน แล้วพิจารณาคำตอบที่เหมาะสมตามพระบาลี, ไม่ใช่อยากจะตอบอะไรก็ตอบ ใช้ไม่ได้. เพราะถ้าทำอย่างนั้น คุณจะพาลูกศิษย์งุนงงไขว้เขว่ ไม่เป็นผลดีต่อการศึกษาในอนาคตแน่นอน ครับ.

ลิงก์ข้างล่างนี้คือคำตอบอย่างละเอียด. 

อย่าคิดว่าตอบเยิ่นเย้อ, ที่ตอบยาวเพราะต้องการเคลียให้กระจ่าง. ส่วนที่บางคนฟังดูไม่กระจ่างเพราะศัพท์มันมาก ยากแก่การประมวลของคนที่ไม่เป็นบาลี, ไม่ใช่ผมตอบมั่วแต่อย่างได เพราะคำตอบสามารถสาวหาปัจจัยได้หมดตามหลักอภิธรรม ครับ (ถ้าตอบมั่ว ปัจจัยปัจจยุบบันหลักฐานและภาษาต้องไม่สอดคล้องกัน).

แต่ถ้าตอบสั้น ก็อาจเกิดช่องโหว่ เข้าใจผิดได้ ครับ.


วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สัมปฏิจฉันนะ ต้องมีปกิณณกะ 3 เกิดด้วย, เพราะไม่มีกัมมชจักขุนทรียวัตถุปุเรชาตนิสสยะ, มีแต่หทยวัตถุที่ไม่เป็นอินทรีย์

จักขุวิญญาณวิบากเป็นอนันตรูปนิสสยปัจจัยกะสัมปฏิจฉันนวิบาก แต่เพราะไม่มีกัมมชจักขุนทรีย์ เป็นอินทริยปัจจัยให้ อกุสลเจตนาจึงไม่สามารถจะทำให้เกิดจักขุวิญญาณินทรียวิบากได้ จึงทำให้เกิดสัมปฏิจฉันนะวิบากที่หทยวัตถุ, โดยอกุสลเจตนาจึงยังให้เกิดวิตักกวิบากเพื่อยกสัมปยุตวิบากขึ้นสู่อารมณ์ ยังให้เกิดวิจารวิบากเพื่อแนบสัมปยุตตวิบากไว้กับอารมณ์ ยังให้เกิดอธิโมกขวิบากเพื่อตัดใจสินใจทำกิจในอารมณ์ ทั้ง 3 ดวงนี้ ให้เกิดขึ้นมาเพื่อให้สัมปฏิจฉันนวิบากปรารภและอยู่กับอารมณ์ได้โดยไม่ต้องอาศัยกัมมชจักขุนทรีย์.

จะเห็นได้ว่า สัมปฏิจฉันนะ ต้องมีปกิณณกะ 3 เกิดด้วย เพื่อยก/ครวญ/ตัดสินใจอารมณ์, เพราะไม่มีกัมมชจักขุนทรียวัตถุปุเรชาตนิสสยะให้แก่จักขุวิญาณเกิดต่อ, มีแต่หทยวัตถุที่ไม่เป็นอินทรีย์.

ถ้าไม่มีปัญจทวาราวัชชนะ, จะไม่มีผู้ได้ฌาน เพราะวิญญาณธาตุ ถูกกรรมและกัมมชรูปบังคับมาก

วิญญาณธาตุมีกายวิญญาณวิบากเป็นต้นเกิดโดยอาศัยทั้ง
  1. กัมมชกายปสาท
  2. นานักขณิกกัมมปัจจัย
  3. รูปารมณ์
ปัจจัยเหล่านั้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมกันและกันอย่างมาก กระทั่งว่า เจตสิกเกิดร่วมอีกแค่ 7 ดวง ก็ถึงอุปปันนะ (เกิดขึ้น) ได้แล้ว.

ดังนั้น ถ้ากำลังจะเข้าฌาน แล้วมีรูปารมณ์มากระทบ, ภาวนาวาระจิต ที่เกิดได้ทางมโนทวารเท่านั้น ก็จะถูกคั่นกลางด้วยปัญจทวารที่ไม่เป็นภาวนาวาระทันที.

กลายเป็นว่า ปัญจทวารวิถี ที่ไม่มีปัญจทวาราวัชชนะ เป็นศัตรูของภาวนา ยิ่งกว่า นิวรณ์เสียอีก, เพราะนิวรณ์อาศัยปัจจัยเยอะกว่ามาก กว่าจะเกิดขึ้นมาได้แต่ละดวง.

แต่เมื่อมีปัญจทวาราวัชชนะ...

ปัญจทวาราวัชชนะเป็นกิริยาจิต ไม่ถูกปัจจัย 3 ข้อข้างต้นบังคับ เกิดขึ้นเพราะปกตูปนิสสยปัจจัยจากอตีตภวังค์ ภวังคจลนะ และอนันตรูปนิสสยปัจจัยจากภวังคุปัจเฉทะ, ซึ่งทั้ง 4 ดวง (รวมปัญจทวาราวัชชนะ) ได้รับปกตูปนิสสยปัจจัยจากโผฏฐัพพายตนารมณ์ เป็นปกตูปนิสสยปัจจัยด้วย.

ดังนั้น โผฏฐัพพะจะกระทบกัมมชกายปสาทะของผู้ทำฌานเท่าไหร่ก็ไม่ทำให้ฌานชวนะตัดกระแส เพื่อให้โอกาสกายวิญญาณวิบากเกิด, เพราะได้ตั้งใจไว้แล้วว่า จะไม่ให้ปัญจทวาราวัชชนะเกิด ด้วยอธิษฐานวสี นั่นเอง.

ส่วนกายวิญญาณวิบาก อธิษฐานไม่ได้ เพราะอำนาจกรรมแรงมาก ทั้งจากกายวิญญาณินทรีย์, กายินทรีย์ ทั้งคู่ล้วนเกิดจากกรรมทั้งสิ้น.

อนึ่ง ตอนที่เราเรียนกรรมฐานว่า "ไม่ให้ใส่ใจอย่างอื่น นอกจากอารมณ์กัมมัฏฐาน" ขณะนั้นแหละ เรากำลัง มีปัญจทวาราวัชชนะเป็นอารมณ์ โดยเปรียบเทียบเทียบกับมโนทวาราวัชชนะที่มีกัมมัฏฐานเป็นอารมณ์ว่า "แบบนี้ให้เกิด, แบบนี้ไม่ให้เกิด".

เพราะเราแก้กรรมไม่ได้, แต่เราฝึกอาวัชชนะได้นั่นเอง.

จักขุวิญญาณวิบาก มีเจตสิกเกิดร่วมแค่ 7 ดวง เพราะถูกรูป กรรม และ"กัมมชจักขุนทรีย์" บังคับให้เกิด ไม่ได้ตัดสินใจเกิดเอง

ถาม: หลายคนคงเคยสงสัยว่า ทำไมจักขุวิญญาณวิบาก จึงมีเจตสิกเกิดร่วมแค่ 7 ดวง ซึ่งไม่เท่ากับกุสลเจตนา หรือ อกุสลเจตนา ที่เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัยของตัวเองเลย?

ตอบว่า: จักขุวิญญาณวิบาก มีเจตสิกเกิดร่วมแค่ 7 ดวง เพราะเป็นจิตที่ไม่ได้แม้กระทั่งจะตัดสินใจเกิดด้วยอธิโมกขเจตสิก. แต่เกิดเพราะถูกรูปารมณ์  นานักขณิกกัมมปัจจัย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "กัมมชจักขุนทรีย์" บังคับให้เกิด ไม่ได้ตัดสินใจเกิดเอง เพราะไม่มีกระทั้งอธิโมกขเจตสิก ที่จะตัดสินใจยกสัมปยุตธรรม ควรญสัมปยุตธรรมไว้กับรูปารมณ์.

ยังไม่นับรวมว่า อกุสลเจตสิก เป็นวิสภาคะของวิบากปัจจัย, กุศลเจตสิกต้องได้อนันตรูปนิสสยปัจจัยจากโวฐัพพนะ/มโนทวาราวัชชนะ เป็นต้น ซึ่งจักขุวิญญาณล้วนบกพร่องปัจจัยมากมายเหล่านั้น.

แล้วอย่างนี้จะให้กุสลเจตสิก หรือ อกุสลเจตสิก มาเกิดร่วมกับจักขุวิญญาณได้ยังไง, จริงไหมครับ?

ทำไมกุสลวิบากมีกุสลมูล (อโลภะฯลฯ), แต่อกุสลวิบากไม่มีอกุสลมูล (โลภะฯลฯ)

นักศึกษาอภิธรรมใหม่ๆ หลายคนที่เรียนกามาวจรจิตจบแล้วสงสัยถามขึ้นว่า
"ทำไมกุสลวิบากมีกุสลมูล (อโลภะฯลฯ),  แต่อกุสลวิบากไม่มีอกุสลมูล (โลภะฯลฯ)"
ตอบว่า: 
เพราะอกุศลเจตนามีพรรคพวกน้อย (สูงสุดพร้อมกัน 20 ดวง) ไม่มีอกุสลินทริยปัจจัยเป็นต้นเป็นสหชาติ จึงมีพลังเป็นนานักขณิกกรรมปัจจัยให้สัมปยุตธรรมของอกุสลวิบากเกิดได้น้อย. 
ส่วนกุสลเจตนามีพรรคพวกมาก (สูงสุดพร้อมกัน 36 ดวง) ซึ่งพรรคพวกบางกลุ่มก็มีกำลังมากโดยเป็นอินทริยปัจจัยเป็นต้นได้. 

ทำไมถึงยกอินทริยปัจจัย? เพราะเป็นปัจจัยที่อกุสลเจตนามีไม่เท่ากุศลเจตนา.

อธิบายด้วยการจำแนกวิธีให้ดูว่า อกุสลวิบากเจตนาจะให้ผลทางตาต้องอาศัยรูปารมณ์กระทบกัมมชจักขุนทรีย์ ทำให้เกิดจักขุทวาราวัชชนะโดยปกตูปนิสสยปัจจัย จนเป็นอนันตรูปนิสสยปัจจัยกะจักขุวิญญาณินทรียวิบาก (ที่มีจักขุนทรีย์เป็นอินทริยปัจจัย) ซึ่งจักขุวิญญาณินทรียวิบากก็เป็นอินทริยปัจจัยแก่สัพพจิตตสาธารณเจตสิก 7 แน่นอน. จากนั้นก็เป็นอนันตรูปนิสสยปัจจัยกะสัมปฏิจฉันนวิบาก แต่เพราะไม่มีกัมมชจักขุนทรีย์ เป็นอินทริยปัจจัยให้ อกุสลเจตนาจึงไม่สามารถจะทำให้เกิดจักขุวิญญาณินทรียวิบากได้ จึงทำให้เกิดสัมปฏิจฉันนะวิบากที่หทยวัตถุ, โดยอกุสลเจตนาจึงยังให้เกิดวิตักกวิบากเพื่อยกสัมปยุตวิบากขึ้นสู่อารมณ์ ยังให้เกิดวิจารวิบากเพื่อแนบสัมปยุตตวิบากไว้กับอารมณ์ ยังให้เกิดอธิโมกขวิบากเพื่อตัดใจสินใจทำกิจในอารมณ์ ทั้ง 3 ดวงนี้ ให้เกิดขึ้นมาเพื่อให้สัมปฏิจฉันนวิบากปรารภและอยู่กับอารมณ์ได้โดยไม่ต้องอาศัยกัมมชจักขุนทรีย์. จากนั้น เป็นอนันตรูปนิสสยปัจจัยให้เกิดสันตีรณวิบาก (ที่ไม่ชื่อสัมปฏิจฉันนะ เพราะไม่ใช้มนินทรีย์แรกที่อาศัยหทยวัตถุรู้รูปารมณ์นับจากจักขุวิญญาณินทรีย์ นอกนั้นอธิบายเหมือนดวงก่อนทุกอย่าง). จากนั้น เป็นอนันตรูปริสสยปัจจัยให้เกิดโวฏฐัพพนกิริยาซึ่งต้องมิวิริยะ เพราะไม่มีอกุสลเจตนาเป็นนานักขณิกปัจจัยให้เกิด เป็นความพยายามส่วนตัวล้วนๆ ครับ ที่จะตัดสินใจว่า "จะให้ชวนะเสพยังไง ดี? ไม่ดี?".

เมื่ออาวัชชนะเป็นอนันตรูปนิสสยปัจจัยแก่กุศลก็จะต้องมีสัทธินทรีย์, สตินทรีย์, แน่นอน ซึ่งเป็นสัพพสาธารณกุสลเจตสิก ร่วมกับอโลภะ อโทสะ อยู่แล้ว (บังคับกันเกิดแน่นอน) และยังมีพรรคพวกรวมตัวเองแล้ว ก็ไม่น้อยกว่า 19 ดวงรอเกิดด้วยกัน (ในขณะที่อกุศล ร่วมกันมากสุด 8 ดวง). แต่ถ้าเป็นอกุศล จะไม่มีอินทรียปัจจัยพิเศษแบบนี้เลย มีแต่อินทริยปัจจัยที่กุสลเจตนามีเหมือนๆ กันอยู่แล้วเท่านั้นเอง.

นอกจากนี้ อกุศลยังมีพรรคพวกที่สร้างความร้าวฉานอีก คือ อุทธัจจะ ซึ่งคอยทำให้อกุสลเจตนาอ่อนแอลงไปอีก. ต่างจากกุสลปราศจากอุทธัจจะมาร้างความแตกแยกโดยสิ้นเชิง เพราะมีศรัทธาเป็นต้นในวัตถุควรศรัทธาจิตก็ตั้งมั่นด้วยดีกว่าอกุศล.

มากไปกว่านั้น กุศลยังฉลาดยิ่งขึ้นๆ ได้อีก มันสามารถกำจัดแม้กุสลเจตสิกที่ไม่ทำให้จิตมั่นคง อย่างวิตก วิจาร ปีติ ออกไปจนได้มหัคคตกุศลชั้นสูงๆ ขึ้นไปอีกด้วย

ยังมีมากๆ กว่านั้นอีก กุศลยังฉลาดขึ้นไปได้อีก สามารถขัดเกลาเวทนาที่หยาบ ให้ละเอียดขึ้นไปๆ อีกได้ด้วย.

มากที่สุด ของกุศล คือ สามารถรวบรวมพรรคพวกได้ทั้ง 38 (เกิดจริง 36 อีก 2 ดวงก็มีกำลังเต็มที่แต่ไม่ทำกิจกับปรมัตถอารมณ์ เลยไม่เกิดด้วย, ยังสามัคคีกันอยู่ ไม่ได้แตกแยกแบบอกุศล) ให้มีกำลังสูงสุด ทะลุโลก ไปเป็นโลกอุดร โลกุตตระไปเลยได้ด้วย.

นี่คือกำลังของกุศล ที่มีเหนืออกุศลในหลายๆ แง่ครับ.

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

"อธิบายความ" ในอรรถกถา คือ การเชื่อมโยงพระไตรปิฎกทั้งหมด, ในสมัยนี้ คือ การเชื่อมโยงไม่สมบูรณ์

"อธิบายความ" ในอรรถกถา คือ การเชื่อมโยงพระไตรปิฎกทั้งหมด, ในสมัยนี้ คือ การเชื่อมโยงไม่สมบูรณ์.

เช่น ในพระวินัยปิฎก แสดงพระปาติโมกข์ไว้ 227 ข้อ, อาจารย์สมัยนี้ ก็ไปเอาข้อความในพระสูตร ที่เขาแปลไว้ตก แปลไว้ไม่สมบูรณ์ มาบอกว่า พระปาติโมกข์มีแค่ 150 ข้อ เป็นต้น.

หรือ เช่น กลาปะ แปลว่า กลุ่มก้อน เป็นไวยพจน์ของ ฆนะ ที่ใช้กันว่า ฆนบัญญัติ ที่ต้องทำฆนวินิพโภคะ อย่างที่แสดงไว้ในทิฏฐิวิสุทธินิทเทส แห่งวิสุทธิมรรคนั่นเอง, อาจารย์สมัยนี้ ก็ยังไปอธิบายกันว่า กลาปะ เป็น รูปปรมัตถ์ โดยอ้างว่า รุปปนลักขณะ กับ กลาปะ เป็นอย่างเดียวกัน ทั้งๆ ที่ขัดกับบัญญัตติ ในปริจเฉท 8, ขัดกับลักขณาทิจตุกกะ, ขัดกับทิฏฐิวิสุทธินิทเทส, ขัดกับมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิทเทส เป็นต้น.

 ในสมัยนี้ คือ การเชื่อมโยงไม่สมบูรณ์ ดังกล่าวมานี้.

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ  * ความต่าง = ปัจจัตตลักษณะที่ถูกจิตรู้, อุปนิธานบัญญัติที่ถูกจิตรู้.  * เปรียบเทียบความต่าง = จิตทั้งขณะที่รูปรมั...