วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

สํ.นิ. อุปายสูตร แปลอธิบายใหม่

มัชฌิมปัณณาสก์
อุปายวรรคที่ ๑
๑. อุปายสูตร (ตัวหน้าบรรทัดบนถูกขยายเป็นตัวหนาบรรทัดล่าง, ตัวเอียงก็นัยนี้, ในวงเล็บ คือ เอาสูตรนี้มาสัมพันธ์กันเอง)
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นความหลุดพ้นและไม่หลุดพ้น
[๑๐๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า...
[อุทเทส-หัวข้อ]
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 1. ความเข้าถึงเป็นความไม่หลุดพ้น 2.ความไม่เข้าถึงเป็นความหลุดพ้น.
[นิทเทส-ขยายหัวข้อ]
1.ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อวิญญาณที่เข้าถึงรูปตั้งอยู่ มีรูปเป็นอารมณ์ตั้งอยู่ มีรูปเป็นที่ตั้ง ตั้งอยู่ มีความยินดี(ความกำหนัด)เป็นที่เข้าไปซ่องเสพตั้งอยู่ ก็พึงตั้งอยู่ได้ พึงถึง(การมา การไป จุติ อุปบัติ และ)ความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้ ฯลฯ เมื่อวิญญาณที่เข้าถึงสังขารตั้งอยู่ มีสังขารเป็นอารมณ์ตั้งอยู่ มีสังขารเป็นที่ตั้งตั้งอยู่ มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพตั้งอยู่ ก็พึงตั้งอยู่ได้ พึงถึง(การมา การไป จุติ อุปบัติ และ)ความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้.
(อนุสนธิเชื่อมระหว่างข้อ 1 กับ 2 เพื่อขึ้นข้อ 2 ในย่อหน้าถัดไป)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า “เราจักบัญญัติการมา การไป จุติ อุปบัติหรือความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งวิญญาณ เว้นจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร(ที่แสดงว่าเป็นอารมณ์ไว้ในย่อหน้าก่อน)” ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ (เพราะ “เมื่อวิญญาณที่เข้าถึงรูปตั้งอยู่ มีรูปเป็นอารมณ์ตั้งอยู่ มีรูปเป็นที่ตั้ง ตั้งอยู่ มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพตั้งอยู่ ก็พึงตั้งอยู่ได้ พึงถึง(การมา การไป จุติ อุปบัติ และ)ความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้ ฯลฯ”). 
2.ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความกำหนัด(ความยินดี)ในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นอันภิกษุละได้แล้วไซร้ เพราะละความกำหนัดเสียได้ อารมณ์ย่อมขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี (เพราะ ‘เมื่อวิญญาณที่มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ[รูปเป็นต้นที่เป็นอารมณ์]ตั้งอยู่ วิญญาณนั้นก็พึงตั้งอยู่ได้’). วิญญาณอันไม่มีที่ตั้ง ไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป เพราะหลุดพ้นไป จึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น ภิกษุนั้น ย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

การชอบพูดไม่ตรงตามตำราดั้งเดิม ทำให้ศาสนาเสื่อม

สมัยพระเจ้าอโศกมีศาสนาพุทธเถรวาทนิกาย 18 นิกาย ที่พยายามตีความคำบาลีเอาเองตามใจเจ้าลัทธิ. นั่นทำให้มรรคผลเสื่อมจากนิกายเหล่านั้นทั้งหมด และตำราในนิกายเหล่านั้น ก็สูญหายไปตามกาลเวลา. คงเหลือแต่เถรวาทดั้งเดิมที่รักษากันมาในมหาวิหารนี่แหละครับ. #ขลังนะ


สมัยนี้ก็มีคนส่วนมากที่พยายามลบหลู่ดูหมิ่นความขลังของวิธีการรักษาศาสนาแบบโบราณสองพันปีเกินครึ่งนี้อยู่เหมือนกัน พยายามบิดเบือนบาลี คิดเองเดาเอง, มรรคผลก็จะหมดไปจากคนเหล่านั้น ตำราใดๆ เขาก็จะรักษาไม่ได้เลยเช่นกันกับ 18 นิกายนั่นแหละครับ.

อ่าน อรรถกถาอันตรธาน 3:
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=14.0&i=234&p=2

ประสบการณ์ 10 ปีที่อินเตอร์เน็ตสอนผมมา‬, ผู้ปริยัติ vs ผู้ปฏิบัติ ที่มีวิปปฏิสาร.

‪#‎ผู้ปฏิบัติ‬ บางท่านเกิด "วิปปฏิสาร (กุกฺกุจฺจ)" 
เมื่อมีคนกล่าวทำนองว่า "ท่านไม่ได้ปริยัติเล่าเรียน", 

และ ‪#‎ผู้ปริยัติ‬ บางท่านเกิด "วิปปฏิสาร" 
เมื่อมีคนกล่าวทำนองว่า "ท่านไม่ได้ปฏิบัติฝึกฝน".

วิปปฏิสารนี้เกิดร่วมกับโทสะที่ชอบประทุษร้ายสิ่งที่ตนรับรู้,
จะนำมาซึ่งปิสุณาวาจา และผรุสวาจา 
นำมาซึ่งอกุศลกรรมบถจำนวนมาก.

บางคนวิปปฏิสารกำเริบ เสียดสีให้เจ็บแสบ,
บางคนวิปปฏิสารกำเริบ ยุยงให้คนในกลุ่มแตกแยกบ้าง.

น้อยคนที่จะย้อนมาดูตัวเองว่า "จริงอย่างที่เขาว่าไหม?" 
น้อยคนที่พยายามแก้ไขตัวเองเมื่อพลาด.

----------------------------------

ในบรรดาคนที่เกิดวิปปฏิสาร มี 2 แบบ คือ 
พวกที่พยายามเจริญวิปปฏิสาร กับ พวกที่พยายามกำจัดวิปปฏิสาร. 

พวกที่เจริญวิปปฏิสาร จะพยายามยืนยันสิ่งที่ตนสนับสนุนว่าถูก สิ่งอื่นผิด. 
ส่วนผู้ที่พยา่ยามกำจัดวิปปฏิสาร จะพยายามหาความเป็นจริงจากสภาวะปัจจัยปัจจยุปบัน ครับ.

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558

สาวกทำได้แต่วิปัสสนาที่เป็นสุตมยปัญญาเท่านั้น, ไม่สามารถทำวิปัสสนาที่เป็นจินตามยปัญญาได้

ข้อความจากอรรถกถาพระอภิธรรมปิฎก วิภังคปกรณ์ ญาณวิภังค์ ติกนิทเทสว่า: 
ก็จินตามยปัญญานั้น ย่อมไม่เกิดแก่บุคคลพวกใดพวกหนึ่ง ย่อมเกิดขึ้นแก่พระมหาสัตว์ทั้งหลาย ผู้รู้ยิ่งเท่านั้น. สัจจานุโลมิกญาณแม้ในที่นี้ ก็ย่อมเกิดแก่พระโพธิสัตว์ทั้งสอง (ทฺวินฺนํเยว โพธิสตฺตานํ) เท่านั้น.
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=35.0&i=795&p=2

อนึ่ง บทความนี้ กำลังพูดจึงจินตามยปัญญาข้อที่ 2 ของจินตามยปัญญาในเนตติปกรณ์ ที่แสดงไว้ 2 อย่าง คือ:
1. จินตามยปัญญา ที่เกิดหลังจากที่ได้สุตมยปัญญาจากการฟังพระพุทธเจ้าเป็นต้นแล้ว.
2. จินตามยปัญญา ที่เกิดเองล้วนๆ ไม่ได้ฟังใครเลย.

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

สงสัย ดีหรือไม่ดี?

อกุศลเป็นปัจจัยให้เกิดกุศลได้โดยปกตูปนิสสยปัจจัย ครับ.
ความสงสัยมีอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว มันคอยทำให้เราไม่แน่ใจ ตัดสินใจไม่ได้ ตัดสินใจผิด คิดผิด ทำอกุศลต่างๆ นาๆแทางกายวาจาใจ, เพียงแต่จะมีบัณฑิตให้เราได้สอบถาม ทบทวน ทำความเข้าใจ แล้วกำจัดความสงสัยเหล่านั้นหรือเปล่า เท่านั้นเอง.
ฉะนั้นคามสงสัยนั้นไม่ดีแน่นอน ครับ, แต่การสอบถาม เล่าเรียน เพื่อแก้ความสงสัย ขจัดความสงสัยนั้น เป็นกุศล เป็นปัญญา เป็นสิ่งที่ดี ครับ.

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

วิปัสสนาเหมือนการไปรบ สมถะเหมือนค่ายพักรบ

จากพระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับ มหามกุฏ

ก็พระโพธิสัตว์นั้นมีสมาธิบ้าง ตรุณวิปัสสนาบ้าง เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นตั้งวิปัสสนาประทับนั่งนานเกินไป พระวรกายย่อมลำบาก ย่อมร้อนดุจไฟในภายใน พระเสโททั้งหลายย่อมไหลออกจากพระกัจฉะ ไออุ่นจากพระเศียรเป็นดุจเกลียวตั้งขึ้น พระหฤทัยย่อมเดือดร้อน กระสับกระส่าย เป็นจิตฟุ้งซ่าน.

แต่พระโพธิสัตว์นั้นทรงเข้าสมาบัติแล้ว บริกรรมสมาบัตินั้น ทำให้อ่อนทรงเบาพระหฤทัย ทรงตั้งวิปัสสนาอีก ก็เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นประทับนั่งนานนัก พระวรกายก็เป็นอย่างนั้น. ก็พระโพธิสัตว์นั้นทรงเข้าสมาบัติแล้ว ทรงกระทำอย่างนั้น เพราะสมาบัติมีอุปการะมากแก่วิปัสสนา. 

เปรียบเหมือน ธรรมดาโล่มีอุปการะมากแก่ทหาร ทหารนั้นอาศัยโล่นั้นเข้าสงคราม ครั้นเมื่ออาวุธทั้งหลายที่ใช้การรบรวมทั้งเหล่าช้าง เหล่าม้าและเหล่าทหารในสงครามนั้น หมดไป คงมีแต่ความเป็นผู้ใคร่จะบริโภคเป็นต้นเท่านั้น กลับแล้วเข้าไปยังค่ายพักแล้ว จับอาวุธทั้งหลายบ้าง ทดลองบ้าง บริโภคบ้าง ดื่มน้ำบ้าง ผูกสอดเกราะบ้าง ทำกิจนั้นๆ แล้วเข้าสงครามอีก หรือทำการรบในสงครามนั้น เกิดปวดอุจจาระเป็นต้นเข้าไปค่ายพัก ด้วยกิจอันควรทำบางอย่างอีก ครั้นทำธุระเสร็จในค่ายพักนั้นแล้วก็เข้าสงครามอีก. 
สมาบัติมีอุปการะมากแก่วิปัสสนา เหมือนค่ายพักมีอุปการะมากแก่ทหารฉะนั้น. 

อนึ่ง วิปัสสนามีอุปการะแก่สมาบัติมากกว่าค่ายพักของทหารที่ประสงค์จะระงับสงคราม. 

จริงอยู่ พระโพธิสัตว์ทรงอาศัยสมาบัติ เจริญวิปัสสนาแม้ก็จริง แต่วิปัสสนามีกำลังย่อมรักษาแม้สมาบัติ กระทำสมาบัติให้เกิดกำลัง. ก็ชนทั้งหลายย่อมทำเรือในทางบกบ้าง สินค้าในเรือบ้างให้เป็นภาระของเกวียน แต่ถึงน้ำแล้วย่อมทำเกวียนบ้าง สินค้าในเกวียนบ้าง โคเทียมเกวียนบ้างให้เป็นภาระของเรือ เรือตัดกระแสทางขวางแล่นไปสู่ท่าโดยสวัสดีฉันใด วิปัสสนาอาศัยสมาบัติย่อมเป็นไปแม้โดยแท้ แต่วิปัสสนามีกำลังย่อมรักษาแม้สมาบัติ ย่อมทำสมาบัติให้เกิดกำลังฉันนั้นเหมือนกัน. ก็สมาบัติเปรียบเหมือนเกวียนถึงบก วิปัสสนาเปรียบเหมือนเรือถึงน้ำ. กาลเวลาในการอาศัยสมาบัติแล้วตั้งวิปัสสนาของพระโพธิสัตว์ ท่านแสดงแล้วด้วยประมาณเท่านี้ด้วยประการดังนี้.


วิธีดูจิต

แปลเผด็จอรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร อุทเทสของจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานว่า: 

อธิบายจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานอุทเทสก่อน. ผู้ปฏิบัติต้อง...
  1. ตามเห็นอารมณ์ อธิบดี สหชาต ภูมิ กรรม วิบาก กิริยา เป็นต้นด้วย, และต้อง 
  2. ตามเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นด้วย, และ 
  3. ต้องตามเห็นตามที่แสดงไว้ในนิทเทสของมหาสติปัฏฐานสูตร มีความเป็นสราคะธรรม (จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ) เป็นต้น ด้วย.
บาลี:
จิตฺตํ ตาว อารมฺมณาธิปติสหชาตภูมิกมฺมวิปากกิริยาทินานตฺตเภทานํ อนิจฺจาทิอนุปสฺสนานํ นิทฺเทสวาเร อาคตสราคาทิเภทานญฺจ วเสน อนุปสฺสิตพฺพํฯ

ป.ล. แปลตามฏีกาของพระธัมมปาลาจารย์ ผู้เรียบเรียงอรรถกถาขุททกนิกายหลายคัมภีร์.

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ  * ความต่าง = ปัจจัตตลักษณะที่ถูกจิตรู้, อุปนิธานบัญญัติที่ถูกจิตรู้.  * เปรียบเทียบความต่าง = จิตทั้งขณะที่รูปรมั...