วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อยากทำบุญ เป็นบาปก็ได้ เป็นบุญก็ได้.

โลภะ คือ ความติดใจ. 

ฉันทะ คือ ความอยากทำ.

โลภะเป็นบาปเท่านั้น, ส่วนฉันทะเป็นบุญ เป็นบาป หรือ เป็นกลางก็ได้.

ฉะนั้น ความอยากทำบุญ จึงไม่จำเป็นต้องเป็นโลภะเสมอไป ครับ.

-----------อธิบายอีกแบบ--------------

ความอยากกามคุณ ๕
=ฉันทราคะ

ความอยากทำบุญ
=ฉันทกุสละ

ความอยาก (บุญ,ปาป,กลางๆ)
=ฉันทะ

ความติดใจ(เหมือนยางเหนียว,ปาปเท่านั้น)
=ราคะ

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แปลเผด็จบทพิจารณาอาหาร (ปฏิสังขาโย)

#ไม่ใช่เพื่อ...
1 สนุก อร่อย เพลิน 
(กินแล้วก็ชอบถามกันว่าอร่อยไม่อร่อย)
2 มีแรงเล่นสนุก
(กินแล้วก็เล่นกับหมากับแมวไม่ศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม)
3 ประดับ
(ก่อนจะกินถ่ายรูปลงเฟซบ้าง เอาไปพูดอวดบ้าง)
4 ตกแต่ง
(อาหารเสริม กลูต้า เป็นต้น ให้ผิวปลั่งใสปิ๊ง)
#แต่เพื่อ...
1 มีชีวิตรอดไปวันๆ
(ไว้ศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ บรรลุมรรคผลนิพพาน)
2 ทำกิจวัตรได้
(ใช้ชีวิตทำข้อวัตรที่เกื้อกูลต่ออธิสิกกขาได้ ไม่เป็นง่อย)
3 ไม่ป่วย
(ไม่ปวดท้อง ไม่ขาดสารอาหารตายไปก่อน)
4 ศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ
(หิวก็คิดธรรมะไม่รู้เรื่อง อิ่มไปก็หลับ ทำอย่างไรจะพอดี?)

โครงสร้าง: ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร

สุดโต่ง คือ การปฏิบัติที่ไม่ใช่เพื่อพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง ยึดปฏิบัติติดใจในทุกข์บ้าง ปฏิบัติติดใจในสุขบ้าง (อุเบกขาก็นับเข้ากับสุขในที่นี้ด้วย).
ส่วนตรงกลาง คือ ปฏิบัติบุญให้เหมาะต่อการเห็นความจริง คือ อริยสัจ 4 เพื่อพ้นทุกข์ทั้งปวง.

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=19&A=10037&Z=10104

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ยุง มด กับการรักษาศีล ปฏิบัติธรรม

ถ้ามีมดบนทางจงกรมที่ต้องกวาด, หรือมียุงมากัด. เราสามารถเป่าออก สลัดออก ปัดออก จับออกได้ ครับ. ไม่มีเจตนาทำร้าย ต่อให้มดตายด้วยความพยายามเอาออกนั้น ก็ไม่ผิดครับ เพราะเจตนาบาปไม่มี อาจเป็นเจตนาบุญรักษาสัปปายะในการเจริญกุศลเสียด้วยซ้ำ และถ้าทำด้วยความเบามือ เพราะเมตตากรุณากลัวมดเจ็บมดตาย ก็เป็นบุญที่ประกอบด้วยพรหมวิหารด้วย เพราะจริงๆ แล้ว ถ้ามดอยู่บนตัวเรา อาจจะเผลอเอามือไปโดนจนตายตอนทำกิจการงานอยู่ก็เป็นได้ (เคยคันโดยไม่รู้ว่ายุงกัด แล้วเกาโดนยุงตายแบบไม่รู้ตัวไหม?).

แต่ถ้าคุณเป็นพระโพธิสัตว์ และคิดว่ามดตัวนั้นจะมีสำนึกในบุญคุณของคุณ จะสละชีวิตเอามดตัวนั้นมาเป็นสาวก (ถ้าคิดว่ามดจะมีสำนึก) ด้วยการปล่อยให้มันกัด อันนี้ก็ลองดูเองนะครับ อันหลังนี่ ก็เป็นบุญเหมือนกัน แต่มันจะได้ผลหรือเปล่า จะเป็นบารมีหรือไม่ อันนี้ต้องลองใช้ปัญญาพิจารณาเอาเอง ครับ.

ส่วนการเลือกใช้ไม้กวาดนั้น ก็ต้องพยายามเลี่ยงไม้กวาดแข็งเช่นทางมะพร้าว เพราะถึงยังไง มดก็ไม่เดินตอนฝนตกใหม่ๆ ครับ. ที่ต้องใช้ไม่กวาดทางมะพร้าว เพราะใบไม้เปียกฝน ดินก็หนักน้ำ ใช้ไม่กวาดดอกหญ้ากวาดไม่ไป. 

แต่ถ้าใบไม้ยังเปียกอยู่ มดเริ่มออกเดินตรงที่แห้งสลับเปียกอยู่แล้ว ก็ให้กวาดเลี่ยงๆ เอาครับ อาจใช้ไม้กวาดขนอ่อนกวาดเฉพาะมดก่อน (เพราะมดตัวเบา) พอมดรู้ว่าถูกกวน หนีไปหมดแล้ว ค่อยเอาทางมะพร้าวกวาดอีกที ครับ.

ถ้าถามว่า ไม่เอาขนอ่อนได้ไหม? ตอบว่า สมัยนี้ ไม้กวาดขนอ่อนหาไม่ยาก ครับ. ครั้งแรกไม่มีอาจจะพออ้าง เอาทางมะพร้าวกวาดได้ ครับ. แต่ครั้งต่อๆไป เมื่อมีโอกาสซื้อขนอ่อนมากวาด แต่ไม่ซื้อ, การไม่ซื้อ จะมารบกวนจิตใจขณะปฏิบัติแล้วครับว่า "เราช่วยมดได้ โดยที่ไม่เสียสัปปายะ แต่เราไม่ช่วย".

วิธีเห็นตามความเป็นจริง (สั้นๆ)

แยกปรมัตถ์จากบัญญัติ และแยกปรมัตถ์ที่ต่างกันออกจากกันได้ จากนั้น เห็นปัจจัยและปัจจยุปบันถูกต้องตรงตามที่มันเป็นไปได้ เพื่อทำให้เห็นไตรลักษณ์ได้ชัดเจน ครับ.

วิเคราะห์ เค็ม (อย่างย่อ แต่ครบกระบวน)

อาศัยสหชาตปัจจัย เกลือจึงเค็ม. รสเค็มสัมผัสกับลิ้นไม่ได้ และลิ้นก็สัมผัสกับรสเค็มไม่ได้ ถ้าไม่อาศัยปฐวี อาโป เตโช วาโย คันธะ สัทธะ โอชา ที่เป็นสหชาตปัจจัย.

จะไปบังคับบัญชาให้เกลือไม่เค็มก็ไม่ได้ เพราะมันเค็มโดยปรมัตถ์ เมื่อกระทบกับกรรมชรูปคือชิวหาปสาทะแล้ว กรรมมีกำลังมาพอจะยังให้ชิวหาวิญญาณเกิดรับรู้รสเค็ม ชิวหาวิญญาณก็จะต้องเกิดมารู้รสเค็มนั้นแน่นอน แม้ใจจะไม่อยากให้เกิดก็ตาม ก็ไม่มีอัตตาใดๆ ไปสามารถห้ามกรรมเก่าได้, แต่อุปนิสสยปัจจัยสามารถเป็นปัจจัยให้ไม่รับรู้รถเค็มได้บ้าง ด้วยปโยคะสมบัติบ้าง ด้วยกรรมอื่นเบียดบังบ้าง เป็นต้น ที่ทำให้กรรมเก่าไม่มีโอกาสให้ผล เช่น ด้วยการหลับ, ทำฌาน เป็นต้น ซึ่งก็ไม่จีรัง เกิดขึ้นด้วยปัจจัยจำนวนมาก เป็นอนัตตา.

ความเค็ม ความเผ็ด เป็นความต่างที่เป็นปรมัตถ์ ก็จริง, จิตที่เข้าไปรับรู้เค็มแต่ละอย่างๆ ก็รับรู้ปรมัตถ์จริงๆ. #แต่ จิตที่รู้ความต่างระหว่างความเค็มกับความเผ็ด, หรือ ความเค็มกับความเค็ม เป็นต้น นั้น, เป็นจิตที่กำลังรู้ #อุปนิธานบัญญัติ อยู่ เพราะมีการเปรียบเทียบความต่างแห่งปรมัตถ์ ซึ่งความต่างนี้ ไม่ใช่ปรมัตถ์ เป็นเพียงสิ่งที่จิตอาศัยการจำปรมัตถ์ได้ แล้วคิดขึ้นมาเท่านั้นเอง.

เมื่อจิตรับรู้ปรมัตถ์และบัญญัติสลับกันอยู่เช่นนี้ แล้วคิดจะกล่าว แสดง บอกให้ผู้อื่นรู้, จิตก็จะคิด #สัททบัญญัติ ขึ้น (ซึ่งไม่ใช่อัตถบัญญัติ). จิตเหล่านั้นเกือบทั้งหมด ก็จะยังวจีวิญญัติ หรือ กายวิญญัติจิตตชรูป ให้เกิดในกายวิญญัติกลาป วจีวิญญัติกลาป ตามสมควร แล้วเปล่งวาจาออกมา เป็นสัททรูป ในสัททกลาป.

จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้นะครับว่า ไม่มีสัตว์บุคคลใดๆ ไปรู้รถเค็ม, มีเพียงปัจจัยจำนวนมหาศาล กับ ปัจจยุปบันจำนวนมหาศาล. เกิดดับนับไม่ถ้วนรอบ ทำกิจแต่ละอย่างๆ ของตนเท่านั้น. ความเค็ม การรับรู้รสเค็ม การบัญญัติรสเค็ม เป็นไปโดยอาการดังกล่าวมาทั้งหมดนี้แล.

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2558

คนบางจำพวก มีปกติมองโลกเลวร้ายเกินไปบ้าง มองโลกดีงามเกินไปบ้าง มีความเห็นสุดโต่ง ไม่ได้มองตามความเป็นจริง.

คนบางจำพวก มีปกติมองโลกเลวร้ายเกินไปบ้าง มองโลกดีงามเกินไปบ้าง มีความเห็นสุดโต่ง ไม่ได้มองตามความเป็นจริง.
 การทำประโยชน์ ไม่ได้ให้ผลแต่ที่เป็นประโยชน์เท่านั้น ก็เป็นความจริง, การทำโทษ ไม่ได้ให้ผลแต่โทษเท่านั้น ก็เป็นความจริงเช่นกัน, แต่เป็นสิ่งที่ชนบางจำพวกปิดหูปิดตาไม่ยอมรับรู้ และไม่อาจรู้ได้ ถ้ายังมีความคิดสุดโต่งอยู่ดังที่เคยเป็นมาตลอดสังสารจักร.

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ  * ความต่าง = ปัจจัตตลักษณะที่ถูกจิตรู้, อุปนิธานบัญญัติที่ถูกจิตรู้.  * เปรียบเทียบความต่าง = จิตทั้งขณะที่รูปรมั...