วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ 
* ความต่าง = ปัจจัตตลักษณะที่ถูกจิตรู้, อุปนิธานบัญญัติที่ถูกจิตรู้. 
* เปรียบเทียบความต่าง = จิตทั้งขณะที่รูปรมัตถ์ (รู้ปัจจัตตลักขณะ) และขณะที่รู้บัญญัติ (รู้อุปนิธานบัญญัติ). #คนตายเท่านั้นไม่เปรียบเทียบ.
* มานะ = ของมีไตรลักษณ์เสมอกัน ก็ยกชูไว้ให้มันต่างกันไว้. พระอรหันต์เท่านั้นไม่ยกชูไว้.
#แปลว่าอะไร? แปลว่า อย่าไปเพ่งโทษว่าใคว่ามีมานะ/ไม่มีมานะ เพราะเราไม่ใช่พระอรหันต์. เพราะคนที่รู้จักมานะจริงๆ มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น.
#ถ้าเรียนปริยัติมา หรือ #เป็นพระสกาคามีแล้วล่ะ? ตอบว่า เคยเรียนเรื่องพระเจ้ามหานามะยอมตายไหม? อ่านแล้วยังคิดว่าตัวเองรู้จักมานะอยู่หรือ? 
#ในปริยัติ จะแสดงอธิบายมานะด้วยการเปรียบเทียบ, ถ้าผู้อ่านไม่ได้เข้าใจสังคหะ ปริจเฉท 8 เป็นอย่างดี จะหลงประเด็นง่ายมาก.
#ส่วนตัว เรียนปริยัติมาตลอดชีวิต พบว่าสังโยชน์เบื้องสูง 5 แค่จำศัพท์ก็ยากแล้ว ทุกครั้งพิจารณาแล้วก็รู้สึกอย่างเดียวว่า "หัวว่างเปล่า/ไม่รู้เรื่อง/ยาก/หลายปีกว่าจะเข้าใจขึ้นนิดนึง" เพราะเหตุนั้น ส่วนตัวเมื่อพิจารณาตนเองยังยาก ก็รู้แล้วว่าไม่ควรจะไปเพ่งมานะของคนอื่นเลย เพราะมีความเสี่ยงอริยุปวาทะ เจโตขีละในพระอริยเจ้าสูงมาก.
#อนึ่ง อยากเขียนเรื่องมานะนานแล้ว แต่เพราะยากมาก พิจารณาเท่าไหร่ก็ไม่แจ่มแจ้งสักที. ที่พิมพ์มานี่ ก็ยังพิจารณายากเหมือนเดิม, ความจริงคือหน้างานก็ยังคงเห็นยากอยู่ดี.

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ทำไมนั่งสมาธิต้องเห็นนิมิตที่มโนทวาร?

 #ถาม: ทำไมนั่งสมาธิต้องเห็นนิมิตที่มโนทวาร?

มีคำตอบ 2 แบบ แบบตอบเอาชนะแต่ไม่ได้ฌาน (ถูกต้องชัดเจนสะใจแล้วจบ ไปฟุ้งเรื่องอื่นต่อได้) กับ แบบตอบแบบคนได้ฌานวสีจริงๆ (ตอบแบบพะอ็อคตอยะสยาดอ).

#ตอบแบบเอาชนะ: ตามปัฏฐานว่า จิตภาวนาขึ้นแล้วทั้งสมถะและวิปัสสนาไม่ถือเอาอารมณ์คือรูปธรรมและอกุศลธรรมเป็นอารัมมณาธิปติปัจจัย เพราะ 1. ฌานจิตมรรคอัปปนาจิตต้องมีอิทธิบาทก็คืออธิปติ 2. มีแค่มโนทวารวิถีเท่านั้นที่ไม่รู้รูปธรรมด้วยการรู้บัญญัติหรือนิพพานได้ (วิวิจฺเจว กาเมหิ และ นานิมิตฺตคฺคาหี โหนฺติ นานุพฺยญฺชนคฺคาหี), ฉะนั้น ตราบเท่าที่ยังไม่เห็นนิมิตที่มโนทวารเท่านั้น จิตก็ชัดเจนว่าอ่อนกำลังเปลี่ยนจากมหากุศลเป็นมหัคคตกุศลไม่ได้ เพราะทวารอื่นมีรูป 7 เป็นอารมณ์ จึงทำให้อธิปติอิทธิบาทภาวนาไม่ขึ้นแน่นอน. และญาณที่มีกำลังต้องแทงตลอดอารมณ์ วัตถุ วิญญาณ ภูมิ การพัฒนาแห่งจริยา (ปัญจกญาณ) เมื่อเห็นนิมิต ก็ต้องเห็นที่ๆนิมิตอยู่ด้วยตรงกับความจริง. ตอบแบบนี้ไม่มีใครเอาท่านลงแน่นอน แต่ท่านก็เอากิเลสไม่ลงเหมือนกันนะ เพราะเมาตำราตอบ มันถูก มันตรง แต่มันไม่ได้ฌาน เมาน้ำลาย.

#ตอบแบบคนได้ฌานวสีจริงๆ: ไปหาฟังคลิป พ.อ.ใหญ่พะอ็อคตอยะตอบปัญหาพระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม, ท่านจะพบว่า ฟังเป็น 10 ปีก็ฟังไม่รู้เรื่องทั้งที่เรียนอภิธรรมมาเข้าใจหมด. แต่เมื่อท่านเรื่มปฏิบัติได้ตามวิสุทธิมรรคทรงจำพระบาลีแล้ว ท่านก็จะฟังเข้าใจและเห็นด้วยทุกประการ.

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569

มีศรัทธา แปลว่า พอเราฟัง เราก็ปล่อยให้ใจของเราอ่อนโยนทันทีที่ฟัง ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร แต่มีปัญญารู้ว่าเราไม่ได้อยู่ในยุคนั้นแค่นั้นเอง ไม่ต้องตัดสินใจ แต่ก็ไม่สงสัย แค่ปล่อยให้ใจเป็นบุญอ่อนโยน

#เกิดตรัสรู้ปรินิพพานวันเดียวกัน
การมีศรัทธา แปลว่า พอเราฟัง เราก็ปล่อยให้ใจของเราอ่อนโยนทันทีที่ฟัง ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร แต่มีปัญญารู้ว่าเราไม่ได้อยู่ในยุคนั้นแค่นั้นเอง ไม่ต้องตัดสินใจ แต่ก็ไม่สงสัย แค่ปล่อยให้ใจเป็นบุญอ่อนโยน, ถ้าเราเป็นนักวิจารณ์จนเกิดความลังเลเกิดความถกเถียงเราก็ "อดได้บุญ". ลองเช็คดูก็ได้ว่าตอนนี้ขณะที่อ่านขณะที่ฟังว่าเกิดตรัสรู้และปรินิพพานวันเดียวกัน ใจเราเป็นยังไง ใจบุญมีสติ ใจบุญมีหิริ ใจบุญมีโอตัปปะ ใจบุญไม่ยึดมั่นถือมั่น ใจบุญไม่หงุดหงิด ใจบุญไม่ลังเล ใจบุญเป็นกลาง ใจบุฐสงบ ใจบุญเบาสบาย ใจบุญอ่อนโยน ใจบุญทำทุกอย่างที่ว่ามาได้ง่าย ใจบุญคล่องแคล่วทำบุญที่ว่ามา ใจบุญซื่อตรงต่อการทำบุญที่ว่ามา. ท่านที่มีทั้งหมดนี่ ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะตัดสินใจตรงกัน แค่ว่าเขาทำจิตให้เป็นบุญได้เหมือนกันก็ได้.

วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เมตตาเหมาะกับใคร

เมตตาจะเหมาะกับคนโกรธง่าย...
เห็นนักการเมืองก็หงุดหงิด, เห็นพ่อแม่ก็หงุดหงิด, ข้อความยาวหน่อยก็หงุดหงิด  เป็นต้น.

แต่เป็นกรรมฐานที่ฝึกยากประมาณหนึ่ง เพราะเข้าใจยาก... คุณจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ยังไงว่า คุณรักทุกคนเท่ากันหมดเลย คุณรักลุงโฉลก รักอาจารย์พิริยะ รักธนาธร รักลุงตู่ รักทักษิณ รักพระมหากษัตริย์ รักมด รักปลวก รักพ่อแม่ รักเท่ากันหมดเลย.

จะเห็นว่าไม่ง่ายเลย.

เพราะฉะนั้นโดยมาก พระท่านมันจะให้เริ่มที่ลมหายใจ เพราะเป็นของหาง่าย เข้าใจง่าย กระทบจมูกอยู่ตลอดเวลา มีความสุขได้ง่ายๆ.

ถ้าจะเอาหลักการของสมาธิ, คลิปนี้ดี, รู้จักพอเพียง พอใจเท่าที่มี รู้จักสละ รู้จักปล่อยวาง

อย่างรูปปก เป็นรูปดวงนิมิต คนนั่งกรรมฐานเขาก็พอใจสุดๆ มีความสุขอยู่แค่เห็นดวงนิมิตนี้ มีความสุขมากจนไม่รู้อย่างอื่นเลยรู้แต่ดวงนี้ พอเพียงอย่างนี้.❤️
😊🧘🙏

https://youtu.be/BNAcplL6UuM?si=ctswMS_uSQ8hby3O

ฝึกเมตตาบ้านๆ

#ฝึกเมตตาบ้านๆ

เริ่มจากอะไรง่ายๆก็ได้ครับ เอาน้ำเปล่า 3 แก้วขึ้นหิ้งทุกวัน, แล้วก็ยิ้มไปด้วย, ดีใจที่ทำสำเร็จ.

สังเกตความสุขตรงนี้ แล้วทำความสุขตรงนี้ให้มากขึ้นๆ จากการถวายน้ำอย่างเดียวทุกวันนี่แหละ. จากนั้นก็สังเกตความสุขอย่างอื่นๆ (จะเห็นว่ามีความแตกต่างกัน ความสุขจากการทำบุญจะประณีตสงบ นุ่มลึกกว่า ความสุขปกติ, แต่เราไม่ได้เลือกความสุขที่จะแผ่ให้คนอื่นนะ ขอแค่พอมีความสุขก็พอ  สุขอะไรก็ได้).

พอเราชินกับการเห็นความสุขในตัวเราแล้ว, เราก็คิดไปว่าเราจะมีจิตอยากให้คนอื่นมีความสุขอย่างนี้ โดยเริ่มจากคนที่เราเคารพมากที่สุดที่ยังมีชีวิตเพศเดียวกันกับเราก่อน เช่น ถ้ารักอาจารย์พิริยะก็แผ่ให้อาจารย์พิริยะ.

พอความสุขมันแนบแน่น รู้สึกว่าความสุขที่เราปรารถนาให้เรากับปรารถนาให้อาจารย์พิริยะเท่ากันแล้ว, ค่อยทำแบบเดียวกัน ในคนที่เป็นกลางๆ, ที่รัก, และท้ายสุดคือคนที่เป็นศัตรู.

การฝึกเห็นความสุขแล้วน้อมไปอย่างนี้ ทำทั้งวัน, แต่จะได้ผลเยอะที่สุดตอนนั่งสมาธิ ถ้านั่งถูกวิธี.

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ศัพท์เกี่ยวกับการเรียน

อุคฺคห #ไม่เท่ากับ ศึกษา/เรียน ในภาษาปัจจุบัน.

สิกฺขา #ไม่เท่ากับ ศึกษา/เรียน ในภาษาปัจจุบัน.

ฟังแล้วเข้าใจ = ศึกษา/เรียน ในภาษาปัจจุบัน.

อุปสงฺกมิ =ไปเข้าค่าย / คอร์ส.

ปยิรุปาสติ = ไปฟังแล้วทรงจำ.

โสตาวธานํ = ฟังแล้วทรงจำ.

อุคคห = อุทฺเทสํ โสตาวธานํ (ฟังแล้วทรงจำหัวข้อ หรือ ถ้าจำไม่ได้ทันทีก็ท่องซ้ำๆ จนกว่าจะปรากฏที่ใจ).

ปริปุจฺฉา = อฏฺฐกถํ ปริปุจฺฉา (สอบถามเนื้อหาแห่งอุทเทสที่ท่องไว้).

สิกฺขา = ฝึกฝนกุศลจิตที่ประกอบด้วยปัญญา ด้วยการออกจากกามคุณ 5 และออกจากอกุศลธรรมที่เป็นไปในกามคุณ (เพราะกามคุณ 5 ที่กระทบทวารเป็นอัพยากตฝึกฝนไม่ได้ และอกุศลก็ฝึกฝนไม่ได้ เพราะเป็นไปในกามคุณ 5).

เล่มตำรา = กามคุณคือสี ที่กระทบจักขุทวาร.

ตัวอักษรที่ปรากฏทางสุทธมโนทวาร = อุคคหนิมิต.

เมื่อสังวรจักขุนทรีย์ในคันถปลิโพธ ด้วยการทรงจำทางสุทธมโนทวาร จิตจะถึงความไม่ซัดส่าย ยังให้เกิดอวิปฏิสาร ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ, หลังจากนั้นคันถธุระจึงจะง่าย เพราะไปต่อกรรมฐานอื่นๆก็ง่ายแล้ว.

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ความกตัญญู

คนที่ปฏิบัติไม่ถึงระดับ จะเข้าใจความกตัญญู

เป็นอัตตาตัวตนว่า "เขามีคุณเพราะเขาเคยกระทำแล้วให้เรา"

ซึ่งทำให้ความกตัญญูไม่มีความรอบคอบ

ไม่แยกแยะตรงกับสภาวะจริงๆ บ่อยๆ กตัญุตกรรม

ก็จะไม่ประกอบด้วยปัญญา มีผลน้อย,

แต่ถ้าปฏิบัติได้ถึงความบริสุทธิทั้ง 2 ฝ่าย

ความกตัญญูจะเป็นไปตามสภาวะในทักขิณาวิภังคสูตร คือ

สภาพที่เป็นคุณประโยชน์มากๆ ขึ้นไปมีเท่าไหร่

ถ้าผู้รับมีคุณธรรมพอจะระลึกถึงธรรมนั้น แม้ไม่เคยเจอ

ไม่เคยรับอะไรจากคนๆ นั้น ไม่เคยเจอสิ่งๆนั้นเลย

ก็เป็นการระลึกที่ยอดเยี่ยมกว่าการกตัญญู

ต่อผู้ที่มีคุณธรรมต่ำกว่าแม้เคยกระทำต่อกันเป็นพันๆ ครั้ง.

เหมือนพระนิพพาน ไม่เคยเจอเลย แต่พอระลึกถึงได้ครั้งหนึ่ง

กลับยอดเยี่ยมกว่าการให้ทานในสงฆ์.

หรืออย่างพระสารีบุตร ที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า บ่อยกว่าพ่อแม่ เป็นต้น.

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568

การร้องทำนองเพลงที่ใจนึกถึงธรรมะ สมควรอยู่, แต่การร้องธรรมะที่ใจนึกถึงทำนองเพลง ไม่สมควร

การร้องทำนองเพลงที่ใจนึกถึงธรรมะ สมควรอยู่, แต่การร้องธรรมะที่ใจนึกถึงทำนองเพลง ไม่สมควร
https://wiki.sutta.men/ฟุตโน้ต:541:99
---------------
อวิสูกภูตสฺส คีตสฺส สวนํ กทาจิ วฏฺฏติ ฯ ตถา หิ วุตฺตํ ปรมตฺถโชติกาย ขุทฺทกฏฺฐกถายํ ธมฺมูปสญฺหิโต คีโต วฏฺฏติ คีโตปสญฺหิโต ธมฺโม น วฏฺฏตีติ พฺรหฺมชาลจูฬหตฺถิปโทปมอุโปสถสุตฺตฏีกา ฯ
https://sutta.men/?th.r.541.100.2.0
อุปสญฺหิตํ แปลว่า ทำให้เป็นอารมณ์ ตาม สีลกฺขนฺธวคฺค,อฏฺฐกถา 335 ปณฺเณ อจิรวตีนทีอุปมากถา
https://sutta.men/?th.r.67.335…ปสญฺหิ#hl

วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567

ยุคนี้เบาแล้ว

ยุคนี้เบาแล้ว ย้อนไปก่อนจะมีพระพุทธเจ้า 

ดูประวัติศาสตร์โลกก็ได้โหดร้ายขนาดไหน, เดี๋ยวพอหมดยุคของพระพุทธเจ้านะ 

โคตรหนักแน่นอน 😊 

ไม่งั้นจะมีคน ยอมโดนหาว่าบ้าแล้วก็ทิ้งชีวิตปฏิบัติธรรมหรอ มันมีเหตุให้เห็นอยู่🧘

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567

ปฐมนิพพานปฏิสังยุตตสูตร เป็นเรื่องของการบวกเลขครับ มักจะมีคนบวกเลขผิดกับสูตรนี้.

ปฐมนิพพานปฏิสังยุตตสูตร เป็นเรื่องของการบวกเลขครับ มักจะมีคนบวกเลขผิดกับสูตรนี้.

เอาตามสูตรง่ายๆเลยครับ ไม่ต้องหาหลักฐานเยอะ, สอนให้เขาแค่บวกเลขให้เป็น ท่องจำบาลีให้เป็น ทำสมาธิให้เป็น เดี๋ยวก็เข้าใจเองครับ.

อายตนะ 12 ก็ลบ อายตนะ 10 อย่างแรก กับ ⅓ ธัมมายตนะเฉพาะที่เป็นรูป เพราะในสูตรนี่เองบอกว่า ต้องเป็นอายตนะที่ไม่มีธาตุดิน เป็นต้น

อายตนะอีก 1 มนายตนะ และ ⅔ ธัมมายตนะ ก็ตัดออกไปอีก 1 ⅓ เพราะในสูตรนี้เองก็บอกว่า ต้องไม่มีอารมณ์เป็นที่ยึดเหนี่ยว (อนารัมมณะ) ฉะนั้น มนายตนะที่มีธัมมายตนะเป็นอารมณ์ โดนตัดออกไป 1 และธัมมายตนะอีก ⅓ ที่มีอารมณ์เป็นธรรมยตนะได้ด้วยก็ถูกตัดออกไป

ฉะนั้น เหลืออายตนะ ⅓ ก็คือ ธัมมายตนะ คือ นิพพาน  ที่เป็นอารมณ์ของมรรคจิต ผลจิตได้อย่างเดียว แต่รับรู้อารมณ์ไม่ได้, ไม่เป็นคติ ไม่มีฐิติ ไม่มีจุติ ไม่มีอุปัตติ เป็นต้น ตรงตามพระสูตรเดียวกันนี้ทุกประการ.

เพราะฉะนั้น คนที่ไปแปลว่าเป็นดินแดน แสดงว่าไม่รู้จักอายตนะ 12 ก็ให้เขา เข้าฌาน 4 แล้วไปท่องอายตนะ 12  จะได้มาทำวิปัสสนาญาณวิชชา แยกนามรูปให้ถูกตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า วิชชาจรณสัมปันโน.

คือถ้ายังบวกเลขผิด แล้วไม่ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ครบด้วย ก็ไม่มีวันบรรลุหรอกครับ.

วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

การทำบุญบาปเหมือนสะสม exp เลเวลในเกม แต่เกมชีวิตมันมีลดเลเวลได้

 การทำบุญบาปเหมือนสะสม exp เลเวลในเกม แต่เกมชีวิตมันมีลดเลเวลได้ ถ้าไม่ทำครบขั้นตอนแบบพระพุทธเจ้าบอกสูตรไว้ คือ ดีแล้วกลับมาชั่วทีหลัง ชั่วแล้วกลับมาดีที่หลังได้ จนกว่าจะบรรลุมรรคผล ครับ.

1. ใจขยันทำบุญ 10 ทำให้บุญเก่าให้ผลได้ จึงได้เจอเพื่อนที่เก่งด้านบุญ 10 มากกว่าเราหลากหลายขึ้นๆ.

2. พอมีเพื่อนที่เก่งด้านบุญ 10 มากกว่าเราหลากหลายขึ้น ก็จะมีตัวอย่างดีๆ ให้เลียนแบบมากขึ้นๆ สูงขึ้นๆ.

3. ความชำนาญเชี่ยวชาญด้านบุญก็จะว่องไว ติดขัดน้อยลง หลากหลายมากขึ้น. จนในที่สุดคิดบุญอย่างมีความสุขนั้นได้ทั้งวันทั้งคืนไม่ต้องพักผ่อนเลย (เข้าฌาน).

4. ถึงขั้นนี้ #จะมีนิสัยบางอย่างที่มองไม่เห็น ยังมีนิสัยไม่ดีหลงเหลือ ตรงนี้แหละต้องพัฒนาต่อด้วยวิธีของพระพุทธเจ้า.

5. วิธีของพระพุทธเจ้า คือ เอาบุญทุกอย่างมาพัฒนาอย่างเป็นระบบให้ถึงที่สุด เป็นลำดับขั้นตอนชัดเจน เช่น จะทำบุญต้องเรียนประสบการณ์ทำบุญด้วยการระลึกชาติย้อนไปพันชาติหมื่นชาติ (เหมือนเปิดวีดีโอสาธิตการทำบุญทำบาปและผลที่ได้รับอย่างรวดเร็วแล้วเราก็เห็นทันหมดจำได้หมด), หรือจะละกิเลสก็ต้องเห็นอนัตตาแตกทำลายเหลือเพียงจิตและเจตสิกที่เกิดดับล้านๆ ครั้ง กายใจเป็นสัมพันธภาพกันอยู่ ในเสี้ยววินาที (trillions times) เหมือนนักวิทยาศาสตร์ถ้าไม่เห็นระดับอนุภาคก็จะทำให้เข้าใจผิดคำนวนพลาด เป็นต้น.

6. พอมาถึงระดับนี้ ก็จะเริ่มสะสมความรู้สึกว่า ไม่มีใครที่ต้องโกรธแล้วครับ มีแต่สิ่งที่ต้องรักษาใจให้เป็นบุญ (แน่หล่ะ เห็นแล้วนี่ว่าตกนรกเพราะบาปมานับไม่ถ้วน) เหลือแต่คนน่าสงสารล้วนๆ โกรธไม่ลงเลย เพราะเกิดดับทุกข์ทนกันมายาวนานไม่สิ้นสุด ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีอะไรน่าเพลิดเพลินเลย ก็ยังอยากเวียนตายเวียนเกิดไม่สิ้นสุด😅


วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565

ความแตกต่างของการรู้ขณะปรมัตถ์ของญาณวิปปยุตตจิตกับญาณสัมปยุตตจิต และการรู้ปรมัตถ์ในศาสนากับนอกศาสนาต่างกันอย่างไร?

 ความแตกต่างของการรู้ขณะปรมัตถ์ของญาณวิปปยุตตจิตกับญาณสัมปยุตตจิต และการรู้ปรมัตถ์ในศาสนากับนอกศาสนาต่างกันอย่างไร? คือ ญาณวิปปยุตไม่แทงตลอดสภาคฆฏนา จริงอยู่ แม้ไม่มีพระพุทธเจ้าตรัสสอน หมู่สัตว์ก็ใช้ชีวิตอยู่กับสภาคฆฏนาอยู่แล้ว แต่ญาณวิปปยุตไม่สามารถแทงตลอดธัมมสภาวะของสภาคฆฏนาเพื่อให้เกิดประโยชน์ 6 ได้ เพราะไม่มีความชำนาญในแง่มุมต่างๆของธัมมะ (ธัมมสภาวะ[ปัจจัยปัจจยุปบัน]) เช่น คนเห็นแม่ของตนกับของคนอื่น แม่ของตนก็ปรากฎชัดกว่าของคนอื่น และประโยชน์ 6 ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นได้โดยการมีปรมัตถ์ที่เรียกว่าแม่ของตนเป็นอารมณ์ก็สามารถปรากฎชัดได้โดยไม่ต้องนึกคิดมนสิการให้เสียเวลา เป็นต้น จากตัวอย่างนี้ในขณะที่โลกิยญาณนี้แทงตลอดอย่างนั้นก็มีทั้งบัญญัติและปรมัตถ์สภาคฆฏนาเป็นอารมณ์โดยไม่จำเป็นต้องเคยฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ญาณสัมปยุตของผู้ไม่ได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าจะไม่สามารถเห็นสภาคฆฏนาได้ชัดเจน (เห็นได้บ้าง แทงตลอดได้บ้าง แต่ไม่จัดว่าเป็นอภิธรรม เพราะรู้จริงบ้าง รู้มั่วบ้าง สับสนไปหมด) จนแทงตลอดอนัตตลักษณะ เพราะการรู้สภาคฆฏนาในปุถุชนผุ้ไม่ได้สดับนั้นไม่สามารถภาวนาพัฒนาได้ถึงระดับฆนวินิพโภคะแบบขณะปรมัตถ์เกิดดับแบบสังขตลักษณะอย่างที่พระพุทธเจ้าและสาวกของพระองค์สามารถทำปริญญาสำเร็จได้ จึงไม่มีทางกำจัดกิเลสได้สิ้นสักที. จริงอยู่ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับทำได้เพียงการรู้นามรูปปรมัตถ์สะเปะสะปะ ตรงจริงบ้าง มั่วบ้าง แทงตลอดบ้าง รู้ไปเรื่อยๆบ้าง มืดบอดคลำช้างเดาทางไปเรื่อยเปื่อย ปุถุชนที่มีอารมณ์เป็นปรมัตถ์อยู่นั้นไม่สามารถจะรู้ว่า ที่ชื่อว่าสัตว์ จริงแล้วแค่นามขันธ์ 4 รูปขันธ์ 1 เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน เป็นของละเอียด แม้เมื่อทำกุศลอยู่ก็ยึดมั่นถือมั่นสลับกันไป อย่างนี้ๆเป็นไปไม่สิ้นสุดเพราะตัณหาติดใจอวิชชาปกปิดอยู่ เหมือนคนเห็นสีอยู่ก็เห็นปรมัตถ์ แทงตลอดอยู่ว่าสีที่ต่างทำให้เห็นต่าง จึงให้ทานที่แตกต่างกันเพื่อหวังบุญ ก็เป็นโลกิยญาณสัมปยุตแทงตลอดบัญญัติและปรมัตถ์สภาคฆฏนาแค่พอจะทำทานอย่างฉลาดได้เท่านั้น (แม้โลกิยปัญญาก็เกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีการแทงตลอดธัมมสภาวะ) แต่ไม่แทงตลอดว่าสีกำลังเกิดดับอย่างรวดเร็วเพราะปัจจัยมากมาย และจะเกิดดับต่อไปตราบเท่าที่ยังมีตัณหาอวิชชาเกิดได้อยู่. ส่วนพระพุทธเจ้าและสาวกสามารถจะภาวนาจนแทงตลอดนามรูปปรมัตถ์ทั้งอดีตอนาคตปัจจุบันได้ชัดเจน ไม่เหลือความเป็นกลุ่มก้อน มีเพียงธัมมสภาวะสภาคฆฏนาที่เกิดดับตามปัจจัยเป็นลำดับซับซ้อนเท่านั้นที่เป็นไปละเอียดรวดเร็วนับประมาณไม่ได้ แต่ก็เหล่าพุทธทั้งหลายก็สามารถแทงตลอดได้อย่างชัดเจนไม่สับสน จึงคลายตัณหาทำลายอวิชชาสิ้นได้. 

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ไม่ใช่สักแต่ว่าเรียน ไม่ใช่สักแต่ว่าทำสมาธิ แต่คือเรียนอย่างไรการทำสมาธิจึงจะมีคุณภาพ

สาธุ กุศลจิตครับ และสาธุที่ร่วมกันทำกิจกรรมพร้อมเพรียงกันทำกุศล กับเพื่อนสหธรรมิก ครับ😊🙏

เรียนเยอะ รู้เยอะ เห็นเยอะ
เลยยึดมั่นถือมั่นธรรมะเยอะ
เพราะสมาธิไม่พอจะคุ้มครองทวาร5
จากการเรียน (เรียน=กามคุณ5)
วิธีแก้ คือ ทำสมาธิเยอะๆ ไม่ใช่ไม่เรียน
และไม่ใช่เรียนเยอะๆ แต่เป็นคุณภาพจิตที่เรียน
บางคนไม่เรียนเลยก็สุดโต่ง 
แต่คนที่หมกมุ่นกับการเรียนก็สุดโต่งเช่นกัน

บางทีเราเรียนด้วยนิสัยเดิมที่เป็นอกุศล การเรียนที่อาศัยกามคุณ คือ สี เสียง ทางตา หู จึงถูกอุปาทาน 4 ยึดครอง ยึดมั่นถือมั่นว่า "ต้องสีนี้ เสียงนี้เท่านั้น  อย่าได้เป็น สีนั้น เสียงนั้น คือ ต้องบาลีนี้เท่านั้น อย่าได้เป็นบาลีนั่น, ต้องแปลให้ฉันเข้าใจเท่านั้น อย่าได้เป็นบาลีฉันไม่เข้าใจ ฉันห้ามงง เธอต้องทำให้ฉันเข้าใจ ถ้าฉันงง คือเธอทำไม่ถูกต้องเท่านั้น, ต้องนั่งสมาธิ อย่าได้เรียน ถ้าเธอฟุ้งซ่านเธอต้องผิดเท่านั้น, ฉันไม่ฟุ้งซ่านเลย ฉันเป็นกุศลเท่านั้นตลอดเลย" เป็นต้น.

ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นอุปาทาน 4 ยึดมั่นถือมั่นแม้การเรียนที่ควรเป็นกุศล ก็กลายเป็นอกุศล. ซึ่งละเอียดเกิดดับล้านๆ ขณะ (trillion) ในเสี้ยวนาที, ถ้าไม่มีสมาธิมาก ก็เหมารวมยึดมั่นอย่างรวดเร็ว ไปพร้อมๆ กับกุศลที่ตั้งใจเรียนนั่นเอง.

แต่พระพุทธเจ้าผู้ฉลาดในการผสมอักษรได่เลือก ระบบมุขปาฐะ (เรียนแบบลูกศิษย์ผูกปิ่นโตกับอาจารย์) เพื่อแก้ปัญหาเรียนแล้วฟุ้งซ่านเหล่านี้.

เพราะเมื่อมีศรัทธาในผู้ทรงจำพระไตรปิฎกที่กรรมฐานมั่นคง เช่น พะอ็อคตอยะสยาดอ ก็สามารถค่อยๆเรียนปีละไม่มากได้ แต่เน้นไปที่การพัฒนากุศลจิตพื้นฐานก่อนด้วยการสังเกตเลียนแบบอาจารย์ (ไม่ต้องเรียนเป็นคำๆ) ซึ่งเป็นวิธีที่พูดน้อย ฟังน้อย ฟุ้งซ่านน้อยกว่า  แต่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะมีเวลาทำสมาธิปูพื้นฐานกุศลจิตให้กลายเป็นภาวนามากกว่า  และจะเห็นว่า มีความครบถ้วนตามข้อแนะนำการเจริญโพชฌงค์ ตาม อ. มหาสติปัฏฐานสูตร ทุกข้อบริบูรณ์.

เมื่อเป็นอย่างนี้ เรียนก็ไม่เสีย สมาธิก็ได้ กุศลก็พัฒนา จากที่หนึ่งวินาทีเหมารวมว่ากุศลทั้งหมด ดีงามทั้งหมด จะเริ่มเห็นตัณหาทิฏฐิมานะที่เกิดแทรกอยู่สลับอยู่ เพราะสมาธิที่สะสมก็จะค่อยๆ เข้าใจบทแม้น้อยที่ค่อยๆเรียนอย่างลึกซึ้ง จากพระอาจารย์กรรมฐานผู้ทีงจำพระไตรปิฎกบาลี จนเห็นนามขณะ รูปขณะ ที่ละเอียดแสนละเอียด เห็นกิเลสที่แสนละเอียดเหลือเกินแทรกซึมอยู่ไหนๆขณะทำกุศลในเสี้ยววินาที.

นี้คือ คุณภาพการเรียนที่ได้จากการเรียนแบบโบราณมุขปาฐะผูกปิ่นโตท่องจำทีละน้อย แต่ทำสมาธิมากๆ ครับ เห็นอุปาทานได้ชัด ได้เร็วดี😊🙏

วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564

พุทธบารมี

 บารมีของพระพุทธเจ้า คือ การสะสมนิสัยที่ดีงามต่างๆ มายาวนานนับชาติไม่ถ้วน คำนวนไม่ได้ ของพระพุทธเจ้า เพื่อที่จะตรัสรู้ ครับ.

บารมีมี 10 คือ 

1. #ฝึกนิสัยเสียสละอกุศลสั่งสมกุศล พระพุทธเจ้าผ่านการฝึกนิสัยเสียสละทุกอย่างแม้กระทั่งสละชีวิต เพื่อช่วยคนอื่นให้ได้ฝึกนิสัยเสียสละตามๆกันนับไม่ถ้วนชาติ (ทาน),

2. #ฝึกนิสัยห้ามกายวาจาจากอกุศลธรรมเพื่อเจริญกุศล พระพุทธเจ้าผ่านการฝึกนิสัยห้ามกายวาจาจากอกุศลธรรมทุกอย่างแม้กระทั่งสละชีวิต เพื่อช่วยคนอื่นให้ได้ฝึกนิสัยเสียสละอกุศลสั่งสมกุศลตามๆกันนับไม่ถ้วนชาติ (ศีล),

3. #ฝึกนิสัยห้ามใจจากกามคุณ5 (สีเสียงกลิ่นรสสัมผัส) เพื่อเจริญกุศล พระพุทธเจ้าผ่านการฝึกนิสัยห้ามใจจากกามคุณ 5 ทุกอย่างแม้กระทั่งสละชีวิต เพื่อช่วยคนอื่นให้ได้ฝึกนิสัยเสียสละอกุศลสั่งสมกุศลตามๆกันนับไม่ถ้วนชาติ (เนกขัมมะ),

4. #ฝึกนิสัยเข้าใจเหตุผลความจริงโดยแง่มุมต่างๆ ห้ามอกุศลรักษากุศล พระพุทธเจ้าผ่านการฝึกนิสัยเข้าใจเหตุผลความจริงโดยแง่มุมต่างๆ ทุกอย่างแม้กระทั่งสละชีวิต เพื่อช่วยคนอื่นให้ได้ฝึกนิสัยเสียสละอกุศลสั่งสมกุศลตามๆกันนับไม่ถ้วนชาติ (ปัญญา),

5. #ฝึกนิสัยเพียรอย่างต่อเนื่องไม่ย่อท้อในการห้ามอกุศลทุกอย่างจนเกิดแต่กุศลต่อเนื่องไม่มีระหว่างคั่น พระพุทธเจ้าผ่านการฝึกนิสัยเพียรอย่างต่อเนื่องไม่ย่อท้อในการห้ามอกุศลทุกอย่างจนเกิดแต่กุศลต่อเนื่องไม่มีระหว่างคั่นทุกอย่างแม้กระทั่งสละชีวิต เพื่อช่วยคนอื่นให้ได้ฝึกนิสัยเสียสละอกุศลสั่งสมกุศลตามๆกันนับไม่ถ้วนชาติ (วิริยะ),

6. #ฝึกนิสัยอดทนไม่ขุ่นเคืองที่จะห้ามอกุศลรักษากุศล พระพุทธเจ้าผ่านการฝึกนิสัยอดทนไม่ขุ่นเคืองที่จะห้ามอกุศลรักษากุศลทุกอย่างแม้กระทั่งสละชีวิต เพื่อช่วยคนอื่นให้ได้ฝึกนิสัยเสียสละอกุศลสั่งสมกุศลตามๆกันนับไม่ถ้วนชาติ (ขันติ),

7. #ฝึกนิสัยตัดสินใจเก่งที่จะห้ามอกุศลตัดสินใจเก่งรักษากุศล พระพุทธเจ้าผ่านการฝึกนิสัยตัดสินใจเก่งที่จะห้ามอกุศลตัดสินใจเก่งรักษากุศลทุกอย่างแม้กระทั่งสละชีวิต เพื่อช่วยคนอื่นให้ได้ฝึกนิสัยเสียสละอกุศลสั่งสมกุศลตามๆกันนับไม่ถ้วนชาติ (อธิษฐาน),

8. #ฝึกนิสัยรักษาสัจจะที่เคยตัดสินใจไว้ว่าจะห้ามอกุศลเจริญกุศล พระพุทธเจ้าผ่านการฝึกนิสัยทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิต เพื่อช่วยคนอื่นให้ได้ฝึกนิสัยเสียสละอกุศลสั่งสมกุศลตามๆกันนับไม่ถ้วนชาติ (สัจจะ),

9. #ฝึกนิสัยหวังดีหวังประโยชน์ให้ผู้อื่นห้ามอกุศลเจริญกุศล พระพุทธเจ้าผ่านการฝึกนิสัยทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตโดยปราศจากความขุ่นเคือง เพื่อช่วยคนอื่นให้ได้ฝึกนิสัยเสียสละอกุศลสั่งสมกุศลตามๆกันนับไม่ถ้วนชาติ (เมตตา),

10. #ฝึกนิสัยประคับประคองการห้ามอกุศลเจริญกุศลให้สมดุลไม่ขัดแย้งกันเพื่อจะได้เกิดอย่างต่อเนื่องไม่มีระหว่างขั้น พระพุทธเจ้าผ่านการฝึกนิสัยประคับประคองการห้ามอกุศลเจริญกุศลให้สมดุลไม่ขัดแย้งกันเพื่อจะได้เกิดอย่างต่อเนื่องไม่มีระหว่างขั้นทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิต เพื่อช่วยคนอื่นให้ได้ฝึกนิสัยเสียสละอกุศลสั่งสมกุศลตามๆกันนับไม่ถ้วนชาติ (อุเบกขา).

วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ชวนกันเลิกแซะ

การแซะ การพูดไม่มีเมตตา เป็นธรรมชาติของผู้ทึ่เติบโตมาในสังคมที่ไม่ไตร่ตรองให้ละเอียดรอบคอบในใจเสีย ก่อนจะปล่อยคำพูด ก่อนจะทำออกมา บางทีครอบครัวอาจจะพูดจาทำร้ายจิตใจมาตั้งแต่เด็ก พอโตมาก็เลยคิดไปว่า การแซะ การพูดทำร้ายจิตใจผู้อื่นนั้นดีงาม ไม่มีโทษ😅, ฉะนั้น ผู้ที่อยากจะช่วยเหลือสังคม ก็ต้องทำให้เขาเห็น ทำให้เป็นตัวอย่างว่า การไตร่ตรองมีเมตตาก่อนพูดนั้น มันดีกว่าอย่างไร ให้ประโยชน์กว่าอย่างไร ให้ความสุขมากกว่าการแซะอย่างไร เมื่อเขาเข้าใจ เขาจะเปลี่ยนเองครับ 😊😊😊

ความเพียร คือ กุศลต่อเนื่องและกุศลต่อเนื่องด้วยภาวนาเพราะภาวนาแปลว่า เกิดต่อเนื่องไม่มีนิวรณ์/ภวังค์ เกิดคั่นกลาง

ความเพียร คือ กุศลต่อเนื่อง
และกุศลต่อเนื่องด้วยภาวนา
เพราะภาวนาแปลว่า เกิดต่อเนื่อง
ไม่มีนิวรณ์/ภวังค์ เกิดคั่นกลาง

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564

นิพพานเมืองแก้ว คือ อะไร?

ตัณหาสร้างภพอย่างไร?

อยากให้มีต่อไป ไม่อยากให้มีต่อไป อยากบ้าง ไม่อยากบ้างที่จะสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่สิ้นสุด.

อยากให้มีเราอยู่ในเมือง ไม่อยากให้มีเราเกิดเป็นมนุษย์ อยากให้อยู่ถาวรไม่สิ้นสุด

แต่เมืองที่เห็น ก็เป็นขันธ์ 5 เกิดดับอย่างรวดเร็ว ล้านๆ ครั้งในเสี้ยววินาที.

ไม่มีเมือง หรือ สิ่งใดในเมือง ที่จะสามารถอยู่ได้ชั่วกัลปวาศาล เพราะเหตุปัจจัยเกิดดับมากมายอย่างรวดเร็ว ขันธ์ทั้งหมด ก็ย่อมเกิดดับไปตามปัจจัยของตนๆ อย่างรวดเร็วเช่นกัน.

นี่จึงเป็นเหตุว่า ทำไมจึงต้องเห็นนามรูปเกิดับเป็นขณะล้านๆครั้งในเสี้ยววินาที ในอุทยัพพยญาณ ก็เพื่อให้เห็นธรรมตามเป็นจริงนั่นเอง ครับ.



วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564

นิมิตและอนุพยัญชนะ แทนที่ด้วยปฏิภาคนิมิต และทำลายด้วยอนิมิตนิพพาน

นิมิต คือสิ่งที่จิตรับรู้ 

ถ้ารับรู้นิมิตอนุพยัญชนะว่า เที่ยง สุข สวย ก้อนอัตตา อันนี้ อกุศล.

ถ้ารับรู้นิมิตอนุพยัญชนะว่า จะทำบุญ อย่างนี้ เป็นกุศลที่ยังมีอกุศลเกิดสลับได้อยู่.

ถ้ารับรู้นิมิตอนุพยัญชนะว่า เป็นกามคุณ 5 แล้วทิ้งไปรู้ปฏิภาคนิมิตแทน อย่างนี้เป็นกุศลที่มีกำลังมาก แต่ยัฃมีอกุศลเกิดเมื่อเสื่อมได้อยู่.


ถ้ารับรู้เป็นก้อนๆ เช่น "คน" เป็นเส้นๆ เช่น "คนคิด 1 วินาที อย่างนี้" ไม่เป็นวิปัสสนา. ตัณหาทิฏฐิมานะ เหล่านี้แหละ ที่เกิดสลับกุศลทุกประเภท แม้ออกจากฌานที่มีกำลังมาแล้ว ก็เกิดทันที เว้นแต่จะมีวิปัสสนาที่มีกำลังเพียงพอ.

แต่ถ้าสามารถแยกแยะกลุ่มก้อน ตัดท่อนเส้นสายชีวิต เป็นขณะล้านๆครั้งในเสี้ยววินาที แบบในรูปภาพจากคลิปข้างต้นด้วยตาปัญญา ทำจนชำนาญ จึงจะสามารถเห็นตัณหาทิฐิมานะนั้นได้ นี่จึงจะเป็นโอกาสที่จะเป็นกุศลต่อเนื่องจนถึงพระอรหัต.

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ควรมีพรหมวิหาร ก่อนแยกแยะเดียรถีย์

พุทธเรียกทุกคนทั้งในและนอกศาสนาว่า "สัตว์" แปลอ้อมๆได้ว่า "#ผู้ที่ควรได้รับความปรารถนาดีทุกอย่าง 🥰 ความช่วยเหลือยามทุกข์ 🫂 ความร่วมยินดีในสุข 🏆 ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจตามความจริง (พรหมวิหาร 4)" ครับ. ก่อนจะแยกกันเป็นลัทธิ  ให้ทำจิตให้เสมอกันแบบนี้ก่อนครับ ไม่อย่างงั้นแยกหมู่แล้วโลกร้อน ทะเลาะกัน แยกแล้วไม่คุยกันด้วยเมตตา.😅

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564

วิธีแปลโยนิโสมนสิการ ให้ได้องค์ธรรมและบาลี

โยนิโสมนสิการ แปล บาลีตาม ฏีกา หรือ องค์ธรรมอภิธรรม จะเข้าใจง่ายครับ แปลว่า #่ใช้ข้อปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมเป็นปัจจัยทำการน้อมอารมณ์มาใส่ใจ. อโยนิโสมนสการ คือ #น้อมอารมณ์มาใส่ใจโดยไม่ใช้ข้อปฏิบัติธรรมเป็นปัจจัย. ตัวอย่างเช่น มโนทวาราวัชชนะรับสีมาแล้ว เป็นอนันตรูปนิสสยปัจจัยให้ชวนะ มนสิการอารมณ์นั้นต่อโดยใช้ความเข้าใจที่สมควรแก่ธรรม(สัมมาทิฏฐิเจตสิกเป็นต้น)ว่า "เป็นสีไม่เที่ยงเกิดดับ" เป็นต้น. แต่ถ้าข้อปฏิบัติไม่สมควรแก่ธรรมเป็นปัจจัยให้อโยนิโสมนสิการชวนะเกิด ก็มนสิการอารมณ์นั้นต่อโดยใช้ความเข้าใจผิดความไม่รู้(อวิชชา ทิฏฐุปาทาน เป็นต้น)ว่า "เป็นก้อนเราเที่ยงแท้" เป็นต้น.

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ

#มานะ ไม่ใช่ #เปรียบเทียบ  * ความต่าง = ปัจจัตตลักษณะที่ถูกจิตรู้, อุปนิธานบัญญัติที่ถูกจิตรู้.  * เปรียบเทียบความต่าง = จิตทั้งขณะที่รูปรมั...